ครั้งที่แล้ว ผมเขียนถึงการที่ประเทศไทยกำลังจะได้รับประโยชน์จากกระแสการเร่งลงทุนในเอไอ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และได้ช่วยให้มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีของประเทศไทยจะขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้เดิม
ตลอดจนเป็นแรงขับเคลื่อนการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในตลาดหุ้นของไทย แต่การจะมุ่งหวังพึ่งพาเอไอให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยนั้นจะเป็นการพัฒนาประเทศแบบเดิมๆ คือการ “ตามกระแสโลก” มากกว่าการกำหนดชะตากรรมของประเทศด้วยตัวเอง
การต้องปรับตัวและการแสวงหาโอกาสจากกระแสและความเปลี่ยนแปลงของโลกนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสมในระดับหนึ่ง เช่น ในช่วงวิกฤติพลังงานเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ไทยก็ได้ว่าจ้างให้บริษัทพลังงานของต่างประเทศมาทำการสำรวจจนค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย
และสามารถชักชวนให้มีการลงทุนพัฒนาแก๊สธรรมชาติและการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมของประเทศไทย
ต่อมาไทยก็โชคดีที่ประเทศญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตเพราะเงินเยนแข็งค่า และเรามีคู่แข่งในภูมิภาคน้อยมาก (อินโดจีนเพิ่งหยุดรบกัน อินเดีย อินโดนีเซียยังไม่เปิดประเทศ) เราจึงได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากการที่ญี่ปุ่นมาตั้งฐานการผลิตรถยนต์ที่ประเทศไทย ต่อมาไทยก็ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศของจีนทำให้คนจีนออกมาท่องเที่ยวในต่างประเทศมากขึ้นเป็นต้น
แต่มาวันนี้ ไทยมีคู่แข่งมากมาย (เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฯลฯ) สหรัฐอเมริกาซึ่งเคยเป็นมหามิตรก็ไม่ค่อยเป็นมิตร ประชากรไทยมีจำนวนลดลงและกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว นโยบายการการเงินการคลังก็ไม่มีกระสุนเหลือ ดังที่กล่าวไปในตอนที่แล้ว นอกจากนั้นก็ยังต้องเผชิญกับภาวะโลกร้อน และความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์
จึงทำให้ผมเป็นห่วงว่า การอาศัยแนวทางเดิมคือ การตามกระแสโลกในภาวะปัจจุบัน (ที่ไม่เอื้ออำนวยมากนัก) จะไม่สามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เกินกว่า 2-3% ต่อปี ดังที่เกิดขึ้นแล้วในช่วงหลังจากการระบาดของระบบโควิด 19
ซึ่งเป็นช่วงที่จีดีพีไทยขยายตัวได้เฉลี่ยเพียง 2.36% ต่อปี นับได้ว่าการฟื้นตัวของประเทศไทยต่ำกว่าเกณฑ์ในอดีตและต่ำกว่าการฟื้นตัวของประเทศอื่นๆในโลกอย่างมาก
ผมได้เคยเขียนเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐานของไทย โดยการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติมาเป็นการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และพลังงานทางเลือกอื่นๆ โดยการปฏิรูปการผลิตไฟฟ้าเป็นหลักไม่ใช่การเร่งการใช้รถอีวี ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นตามกลไกตลาดเสรีอยู่แล้ว
ในอีกด้านหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นโอกาสของไทยคือ การขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับเปลี่ยนจากภาคการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์สันดาปภายในเป็นหลัก (ซึ่งมีสัดส่วนการนำเข้าสูง)
โดยหันมามุ่งเน้นการผลิตอาหารและการให้บริการด้านการท่องเที่ยวที่จะต้องพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (wellness tourism) โดยให้ทั้ง 2 สาขานี้ได้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
เหตุผลหลักเหตุผลหนึ่งคือ ผมเชื่อว่าสินค้าอุตสาหกรรมนั้น ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะจากประเทศจีนและอินเดีย ในขณะเดียวกันก็ยังต้องเผชิญกับนโยบายกีดกันการค้าที่พุ่งเป้าไปที่สินค้าอุตสาหกรรมซึ่งมีแต่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แต่ในด้านอาหารและการท่องเที่ยวนั้น ประเทศไทยน่าจะมีศักยภาพในการแข่งขันที่สูงกว่าและมีกระแสกีดกันน้อยกว่า
ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของอาหารนั้น ประเทศจีนขาดดุลสุทธิด้านอาหารมากขึ้นทุกปี ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดปี 2568 จีนนำเข้าอาหารสุทธิมากถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ (5.04 ล้านล้านบาท) แต่ในด้านสินค้าอุตสาหกรรมนั้น จีนมีแต่จะครองสัดส่วนตลาดโลกเพิ่มขึ้นทุกปี
ส่วนที่ผมอยากจะกล่าวถึงในรายละเอียดคือ ปัจจัยที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ได้แก่ การแก่ตัวของประชากรไทยที่เร่งตัวขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และจะรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีกใน 15 ปีข้างหน้า (ตารางประกอบ)
สำหรับปี 2533 ถึง 2568 นั้นเป็นข้อมูลของทางการไทย ส่วนข้อมูลสำหรับปี 2573 และ 2583 นั้น เป็น การคาดการณ์ของผมเองโดยประเมินจากแนวโน้มในช่วงหลังการฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด 19 จะเห็นได้ว่า ประชากรไทยแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะการเกิดของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงต้นทศวรรษ 60 ถึงปลาย 70 คนกลุ่มนี้เข้าสู่วัยกลางคนและเริ่มแก่ตัวลงตั้งแต่ปลายทศวรรษ 90 เป็นต้นไป
ในตอนต่อไป ผมจะขยายความเกี่ยวกับข้อมูลข้างต้น แต่ท่านผู้อ่านจะเห็นว่า จำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 4 ล้านคนในปี 2533 มาเป็น 14 ล้านคนในปี 2568 และอายุมัธยฐาน (median age) ของประชากรไทยก็เพิ่มขึ้นจาก 24.6 ปี มาเป็น 41.5 ปีในช่วงเดียวกัน
นอกจากนั้น คนที่อยู่ในวัยทำงานก็เริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ปี 2563 จึงกล่าวได้ว่า ประชากรไทยเปลี่ยนจากประชากรที่หนุ่มแน่นมาเป็นประชากรวัยกลางคนในปี 2568 ครับ


