นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% จากเดิมที่คาดไว้ 1.6% เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากภาคการส่งออก การลงทุน และการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน
ส่งออกฟื้นแรง - เอกชนแห่ลงทุน
ปัจจัยบวกสำคัญที่ดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโต มาจากความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่กลับมาคึกคัก โดยคลังคาดว่า การส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวสูงถึง 12.5% ปรับเพิ่มจากเดิมที่ 6.2% สะท้อนจากตัวเลข 5 เดือนแรกที่โตเฉลี่ย 10.9% ตามวัฏจักรการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกัน การลงทุนภาคเอกชน ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์หลัก โดยคาดว่าจะขยายตัวถึง 9.0% จากการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแรงหนุนจากมาตรการทางลัดเร่งรัดการลงทุน (Thailand FastPass) ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในครึ่งแรกของปี 2569 พุ่งทะลุ 1.87 แสนล้านบาท โตถึง 68.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve)
ส่วน การนำเข้าสินค้า คาดว่าจะโต 19.0% ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวก เพราะเป็นการนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักรเพื่อเตรียมขยายฐานการผลิต แม้จะมีผลจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นในไตรมาสที่ 2 เข้ามาผสมด้วยก็ตาม
การบริโภคแกร่ง - งบประมาณรัฐไม่สะดุด
ด้านเศรษฐกิจในประเทศ การบริโภคภาคเอกชน ยังขยายตัวได้ดีที่ 2.7% อานิสงส์จากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพด้านพลังงานของรัฐบาล
"การประเมินรอบใหม่นี้ได้นำผลกระทบจาก พ.ร.ก. เงินกู้ วงเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของวงเงินรวม 4 แสนล้านบาทที่จะใช้ในปี 69 เข้ามาคำนวณรวมด้วย เม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมาได้อีกประมาณ 0.4% เมื่อนำไปบวกกับฐานเดิมที่ 1.6% จึงทำให้ภาพรวมขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.0%"
นอกจากนี้ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่แล้วเสร็จตามกรอบเวลา ช่วยลบความกังวลเรื่องงบประมาณสะดุด ทำให้คาดว่า การลงทุนภาครัฐ จะโต 3.2% และ การบริโภคภาครัฐ จะโต 1.5% โดยเฉพาะการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ซึ่งจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนให้เข้ามาสมทบ (Crowding-in effect) ได้อย่างต่อเนื่อง
ชู "ปีแห่งการลงทุน" พร้อมจับตา 3 ความเสี่ยง
สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะอยู่ที่ 2.0% ต่อปี อิงสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากเดิมที่มองไว้ 91 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ ดุลบัญชีเดินสะพัด อาจขาดดุลเพียงเล็กน้อยราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น -0.1% ของจีดีพี จากการขาดดุลในหมวดพลังงานช่วงครึ่งปีแรก
นายวินิจ ย้ำว่า กระทรวงการคลังมุ่งเป้าให้ ปี 2569 เป็น "ปีแห่งการลงทุน" อย่างแท้จริง โดยไทยมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค และการวางตัวเป็น "กลางเชิงรุก" ทำให้รอดพ้นจากการเลือกข้าง และกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการย้ายฐานการผลิตหนีความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 3 ประเด็น ได้แก่
- ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่อาจดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้น
- นโยบายกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะกำแพงภาษีศุลกากรชั่วคราวจากฝั่งสหรัฐฯ
- วิกฤตสภาพอากาศ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่อาจทำให้เกิดอากาศร้อนจัดและภัยแล้งรุนแรงในช่วงปลายปี ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อต้นทุนภาคการเกษตรและอาหาร



