วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ความรับผิดของบิดามารดา กับปัญหาการกระทำความผิดของเด็กในสังคม

เมื่อเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีก่อเหตุรุนแรง คำถามที่เกิดขึ้นในสังคมแทบทุกครั้งคือ “เด็กไม่ต้องรับโทษจริงหรือ” และหากเด็กไม่ต้องรับโทษ “บิดามารดาควรต้องรับผิดแทนหรือไม่”

คำถามเหล่านี้ดูเหมือนตอบได้ง่าย แต่ในทางกฎหมายต้องแยกออกจากกันอย่างน้อยสองประเด็น คือ “ความรับผิดของเด็ก” กับ “ความรับผิดของบิดามารดา” เพราะการที่กฎหมายยกเว้นโทษแก่เด็กไม่ได้หมายความว่าโทษนั้นจะถูกส่งต่อไปให้บิดามารดาโดยอัตโนมัติแต่อย่างใด

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 กำหนดว่าเด็กอายุยังไม่เกิน 12 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ กล่าวให้เข้าใจง่าย คือ แม้พฤติกรรมของเด็กจะตรงกับฐานความผิด เช่น ลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย หรือทำลายทรัพย์สิน แต่กฎหมายจะไม่นำโทษอาญา เช่น จำคุกหรือปรับ มาใช้กับเด็กในช่วงอายุนี้

เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่กฎหมายมองว่าการกระทำนั้น “ไม่ผิด” แต่อยู่ที่เด็กยังมีวุฒิภาวะ ความสามารถในการควบคุมตนเอง และความเข้าใจต่อผลแห่งการกระทำไม่เท่าผู้ใหญ่ กฎหมายจึงเลือกใช้มาตรการคุ้มครอง แก้ไข และฟื้นฟู มากกว่าการลงโทษทางอาญา

เมื่อเด็กไม่ต้องรับโทษ บิดามารดาต้องรับโทษแทนหรือไม่ คำตอบที่ชัดเจนตามกฎหมายไทยคือ “ไม่”

ประเทศไทยยึดหลักว่าความรับผิดทางอาญาเป็นเรื่องเฉพาะตัว (Personal Criminal Liability) ผู้ใดกระทำความผิด ผู้นั้นจึงต้องรับผิด บิดามารดาไม่ต้องติดคุกหรือรับโทษแทนเพียงเพราะบุตรของตนก่อเหตุ ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะร้ายแรงเพียงใด

อย่างไรก็ตาม บิดามารดาอาจต้องรับผิดทางอาญาได้ หากมีการกระทำของตนเองที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดร่วมด้วย เช่น ร่วมวางแผน ใช้เด็กไปกระทำความผิด ช่วยเหลือ สนับสนุน หรือทอดทิ้งเด็กจนตกอยู่ในอันตราย

กรณีเหล่านี้บิดามารดาไม่ได้รับผิด “แทนเด็ก” แต่รับผิดเพราะการกระทำของตนเองในฐานะเป็นผู้ร่วมในการกระทำความผิดหรือการละเว้นของตนเอง

ในทางแพ่ง บริบทของการบังคับใช้จะแตกต่างออกไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย กล่าวคือ แม้เด็กอายุไม่เกิน 12 ปีจะไม่ต้องรับโทษทางอาญา แต่ผู้เสียหายยังอาจเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 บิดามารดาอาจต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่ผู้เยาว์ก่อขึ้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลตามสมควรแล้ว

เช่นนี้ จึงต้องเข้าใจให้ถูกว่า “เด็กไม่ต้องรับโทษอาญา” ไม่เท่ากับ “ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย”

เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ อังกฤษและเวลส์กำหนดอายุขั้นต่ำแห่งความรับผิดอาญาไว้ที่ 10 ปี เหตุนี้ทำให้เด็กอายุระหว่าง 10-12 ปีจึงอาจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเยาวชนได้ ต่างจากประเทศไทยที่เด็กอายุยังไม่เกิน 12 ปีไม่ต้องรับโทษ

อย่างไรก็ดี อังกฤษไม่ได้ลงโทษบิดามารดาแทนเด็กเช่นกัน แต่ศาลอาจออกเป็น “คำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ปกครอง (Parenting Order)” ให้บิดามารดาเข้ารับการอบรมทักษะการเลี้ยงดู ควบคุมดูแลเด็กตามเงื่อนไข หรือร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กมีการกระทำผิดซ้ำ หากผู้ปกครองไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยไม่มีเหตุสมควร ผู้ปกครองก็อาจได้รับโทษจากการฝ่าฝืนคำสั่งนั้น

จุดสำคัญคือ อังกฤษไม่ได้ลงโทษพ่อแม่เพราะ “ลูกทำผิด” แต่ลงโทษเมื่อพ่อแม่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ศาลกำหนดขึ้นอย่างชัดเจน

ส่วนสหรัฐอเมริกา มีความซับซ้อนกว่าพอสมควร เนื่องจากแต่ละมลรัฐมีกฎหมายที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ไม่มีอายุขั้นต่ำแห่งความรับผิดอาญาหรือกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบิดามารดาที่ใช้เหมือนกันทั่วประเทศ หากแต่หลายมลรัฐมีกฎหมายที่เรียกว่า “Parental Responsibility Laws หรือกฎหมายว่าด้วยความรับผิดชอบของผู้ปกครอง”

กฎหมายประเภทนี้อาจกำหนดให้บิดามารดารับผิดทางแพ่งเมื่อเด็กทำลายทรัพย์สิน หรือรับผิดทางอาญาเมื่อปล่อยปละละเลยบุตรอย่างร้ายแรง รวมถึงการไม่ควบคุมบุตรทั้งที่รู้ว่ามีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นและสังคม

แม้กระทั่งการปล่อยให้เด็กขาดเรียน หรือเก็บอาวุธปืนในลักษณะที่เด็กสามารถนำไปใช้ก่อเหตุได้อันถือว่าเป็นเหตุให้บิดามารดาต้องรับผิดทางอาญาด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา (ในบางมลรัฐ) จะดูเข้มงวดกว่ากฎหมายไทย ก็ยังไม่ควรเข้าใจว่าเป็นการลงโทษพ่อแม่แทนลูกโดยตรง ความรับผิดของผู้ปกครองยังต้องตั้งอยู่บนการพิสูจน์ว่าผู้ปกครองมีหน้าที่ รู้หรือควรรู้ถึงความเสี่ยง และละเลยไม่ดำเนินการตามสมควรหรือไม่อย่างไรเป็นสำคัญเสมอ 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทั้งประเทศไทย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ต่างไม่ได้ยอมรับหลักการที่ว่า “ลูกทำผิด พ่อแม่จึงผิดด้วย” อย่างอัตโนมัติ โดยมีความแตกต่างอยู่ที่แต่ละประเทศจะสร้างหน้าที่และกลไกผ่านกระบวนการบังคับผู้ปกครองเข้ามามีส่วนรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด

ประเทศไทยเน้นการคุ้มครองและฟื้นฟูเด็กพร้อมเปิดทางให้บิดามารดารับผิดทางแพ่ง อังกฤษใช้คำสั่งศาลบังคับให้ผู้ปกครองเข้าร่วมแก้ไขปัญหา ส่วนสหรัฐอเมริกาบางมลรัฐไปไกลถึงการกำหนดความผิดอาญาแก่ผู้ปกครองที่ละเลยหน้าที่อย่างร้ายแรง

โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ควรเริ่มจากการถามว่า “จะลงโทษพ่อแม่แทนเด็กอย่างไร” แต่ควรถามว่า “จะทำให้ครอบครัวเข้ามารับผิดชอบต่อการแก้ไขเด็กอย่างจริงจังได้อย่างไร”

หากประเทศไทยจะพัฒนากฎหมายประเด็นนี้ในอนาคต แนวทางที่เหมาะสมอาจไม่ใช่การลงโทษบิดามารดาทันทีเมื่อเด็กก่อเหตุ แต่ควรเริ่มจากการประเมินครอบครัว การให้คำปรึกษา การกำหนดแผนดูแลเด็ก และคำสั่งศาลที่ชัดเจน ก่อนใช้โทษทางอาญา และบังคับใช้โทษทางอาญาเฉพาะกรณีที่ผู้ปกครองจงใจหรือประมาทอย่างร้ายแรงในการฝ่าฝืนหน้าที่เป็นสำคัญ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การยกเว้นโทษแก่เด็กไม่ได้หมายถึงการละเลยความรับผิดชอบ แต่หมายถึงการเลือกวิธีรับผิดชอบที่เหมาะสมกับวัย โดยไม่ทำลายหลักพื้นฐานที่ว่าบุคคลควรถูกลงโทษทางอาญาเฉพาะจากความผิดของตนเองเท่านั้น