หากลองสำรวจมุมมอง ที่นักลงทุนต่างชาติและผู้กำหนดนโยบายในต่างประเทศมีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะพบการจัดลำดับว่าประเทศใดควรค่าแก่การทุ่มเททรัพยากรและติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด
โดยพิจารณาจากขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
ในแวดวงหนึ่งที่ผมมีโอกาสสัมผัสโดยตรง การจัดลำดับดังกล่าวแบ่งออกเป็นสามระดับ Tier 1 ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย Tier 2 คือเวียดนาม ขณะที่ Tier 3 ประกอบด้วยไทย ฟิลิปปินส์ เมียนมาและประเทศอื่น ๆ
พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ไทยถูกมองว่ามีศักยภาพการเติบโตจำกัด เป็น the sick man of Southeast Asia เคียงคู่ฟิลิปปินส์ซึ่งเดิมเป็นเจ้าของฉายานี้ และมีน้ำหนักในภูมิภาคพอกับเมียนมาที่ยังเผชิญสงครามกลางเมือง
ทว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประเทศ Tier 1 อย่างอินโดนีเซียกลับเผชิญแรงสั่นสะเทือนรอบด้านอย่างไม่คาดคิด ทั้งที่หากดูเพียงตัวเลข อินโดนีเซียมีปัจจัยพื้นฐานดีครบถ้วน ทั้งการเติบโตที่สูง โครงสร้างประชากรที่ได้เปรียบ ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ และเสถียรภาพทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
สัญญาณความผิดปกติปรากฏชัดที่สุดในตลาดการเงิน ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทะลุ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน อ่อนค่ายิ่งกว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง เกิดการเทขายสินทรัพย์อย่างมหาศาลหลังถูกปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือ ขณะที่ Jakarta Composite Index ร่วงกว่าร้อยละ 30 ในปี 2569 กลายเป็นหนึ่งในดัชนีที่ให้ผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุดในโลก
แม้ความเปราะบางส่วนหนึ่งจะมีที่มาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาเงินทุนต่างชาติในตลาดการเงิน แต่ยากจะปฏิเสธว่าการเมืองต่างหากคือปัจจัยที่เปลี่ยนความเปราะบางนี้ให้กลายเป็น "วิกฤติศรัทธา" (crisis of confidence)
ปัญหาก่อตัวตั้งแต่ปลายรัฐบาลโจโกวี เมื่อโจโกวีพยายามสืบทอดอำนาจทางการเมืองผ่านเครือข่ายตระกูล โดยเฉพาะการผลักดันให้กิบรัน บุตรชายของตน ขึ้นเป็นรองประธานาธิบดีคู่กับปราโบโว บุตรเขยของ พล.อ.ซูฮาร์โต อดีตผู้นำเผด็จการ ผ่านการแทรกแซงศาลรัฐธรรมนูญ
ทว่าตลาดกลับตีความชัยชนะของปราโบโวว่าจะนำมาซึ่งความต่อเนื่องเชิงนโยบาย จึงมองข้ามต้นทุนที่มาพร้อมกับความเสื่อมถอยของสถาบันการเมืองและประชาธิปไตย
แต่เมื่อขึ้นสู่อำนาจ ปราโบโวกลับดำเนินนโยบายที่บั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการสั่งตัดงบประมาณครั้งใหญ่ เพื่อนำไปอุดหนุนโครงการอาหารกลางวันฟรีซึ่งมีภาระทางการคลังมหาศาล การปลดศรี มุลยานี รัฐมนตรีคลังซึ่งเป็นบุคคลที่ตลาดโลกให้ความเชื่อถือมากที่สุด
การขยายบทบาทรัฐผ่านกองทุน Danantara การเข้าแทรกแซงอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มด้วยการควบคุมการส่งออก การลดทอนความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และการออกมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินตรา ทั้งหมดนี้ตอกย้ำภาพของการแทรกแซงตลาดโดยพลการ
กรณีนี้ทิ้งโจทย์ชวนคิดไว้ เพราะไทยซึ่งอยู่ใน Tier 3 ว่ากันตามเหตุผลแล้วน่าจะเปราะบางกว่าอินโดนีเซียแทบทุกด้าน ทั้งการเติบโตปี 2026 ที่คาดว่าจะอยู่เพียงร้อยละ 1.6 ต่ำสุดในอาเซียน หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่สูงลิ่ว ประกอบกับการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีสามคนในสามปี แล้วเหตุใดไทยจึงไม่เผชิญวิกฤติศรัทธาแบบเดียวกัน
ผมมองว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าปัญหาการเมืองของใครรุนแรงกว่ากัน แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางการเมืองและสถาบันทางเศรษฐกิจ
ในอินโดนีเซีย อำนาจกระจุกอยู่ที่ฝ่ายบริหารซึ่งมาจากการเลือกตั้งภายใต้ระบบประธานาธิบดี เมื่อกลไกถ่วงดุลอ่อนแอลง ก็เปิดทางให้อำนาจฝ่ายบริหารขยายตัวเกินขอบเขต (executive aggrandizement)
การขยายตัวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริบทการเมือง แต่รุกล้ำเข้าไปถึงการกำกับดูแลตลาดและสถาบันเศรษฐกิจโดยตรง ทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารกลาง ซึ่งล้วนเป็นรากฐานความเชื่อมั่นของตลาดในด้านวินัยการคลังและคุณภาพธรรมาภิบาล
ในทางกลับกัน ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองในไทยอ่อนแอเกินกว่าจะกระชับอำนาจได้เบ็ดเสร็จพอที่จะผลักดันวาระทางเศรษฐกิจได้ตามอำเภอใจ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างอำนาจที่ก่อตัวหลังรัฐประหารสองครั้ง ซึ่งทำให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งต้องดำรงอยู่ภายใต้กลไกถ่วงดุลจากศูนย์อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ทั้งยังต้องประนีประนอมและต่อรองกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในและนอกรัฐสภาเพื่อรักษาสถานะรัฐบาล พร้อมกับขับเคลื่อนนโยบายผ่านระบบราชการและสถาบันทางเศรษฐกิจที่มีความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองในระดับหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล ข้าราชการ กลุ่มทุน และศูนย์อำนาจอื่น ๆ มากกว่าเจตจำนงของฝ่ายการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง
โครงสร้างเช่นนี้สร้างแรงเฉื่อยเชิงสถาบัน (institutional inertia) ซึ่งในสายตาตลาดกลับกลายเป็นหลักประกันเสถียรภาพอย่างหนึ่ง เพราะทำให้ไม่มีรัฐบาลชุดใดสามารถรื้อกติกาหรือบั่นทอนความเป็นอิสระของสถาบันทางเศรษฐกิจได้โดยฉับพลัน เมื่อประกอบกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจบางประการ เช่น ทุนสำรองที่สูงเฉียด 3 แสนล้านดอลลาร์ ไทยจึงมีภูมิต้านทานในตัวต่อวิกฤติแบบที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย
กระนั้น หากมองว่าเสถียรภาพเช่นนี้คือ ความโชคดี ก็อาจเป็นการปลอบใจตนเองที่อันตราย เพราะเสถียรภาพดังกล่าวตั้งอยู่บนโครงสร้างทางการเมืองชุดเดียวกันกับที่ส่งผลให้ไทยจมอยู่กับปัญหาเรื้อรัง
ไม่ว่าจะเป็น การเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับต่ำ ผลิตภาพที่ถดถอย และอุตสาหกรรมที่ปรับตัวไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก จนกลายเป็นสองทศวรรษที่สูญหาย เมื่อไม่มีศรัทธาตั้งแต่ต้น ก็ยากจะเกิดวิกฤติศรัทธา
ไทยอาจต้องเลือกว่าจะยอมอยู่กับภาวะถดถอยเรื้อรังแต่ไม่เฉียบพลัน ปักหลักเป็น Tier 3 อย่างมั่นคงแต่ไร้อนาคต หรือจะยกระดับการเมืองและบทบาทของรัฐเพื่อไขว่คว้าอนาคต แม้เสี่ยงลงเอยด้วยชะตากรรมเดียวกับอินโดนีเซีย


