วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม 2569

Login
Login

อินโดนีเซียเปิดทาง 'เงินสีเทา' ? พ้นการตรวจสอบอาญา-แพ่ง หลังออกกฎหมายคุ้มครองผู้ซื้อพันธบัตร Danantara

อินโดนีเซียเจอกระแสวิจารณ์หนัก หลังออกกฎหมายคุ้มครองผู้ซื้อพันธบัตรกองทุน Danantara จากการถูกตรวจสอบทั้งคดีอาญา แพ่ง และภาษี หวังดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือน มาตรการดังกล่าวอาจเปิดช่องรับ ‘เงินทุนสีเทา’ และเพิ่มความเสี่ยงด้านการ ‘ฟอกเงิน’ กระทบความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะยาว

รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต กำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังออกกฎหมายใหม่ที่มอบ “เอกสิทธิ์คุ้มครอง” ให้กับผู้ลงทุนในพันธบัตรของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่า อาจกลายเป็นช่องทางดึงดูด “เงินทุนที่มีที่มาน่าสงสัย” และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กฎหมายภาคการเงินฉบับใหม่ความยาว 207 หน้า ซึ่งเผยแพร่ในสัปดาห์นี้ระบุว่า ผู้ที่ซื้อพันธบัตรของ Danantara จะได้รับความคุ้มครองจากการถูกตรวจสอบทางอาญา ทางแพ่ง และด้านภาษี อีกทั้งข้อมูลการซื้อพันธบัตร ยังไม่สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในศาล หรือใช้ในการประเมินภาษีได้

นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการดังกล่าวมีขอบเขตกว้างกว่ามาตรการนิรโทษกรรมทางภาษีที่อินโดนีเซียเคยใช้ในอดีต รวมถึงโครงการลักษณะเดียวกันของอาร์เจนตินา อิตาลี และรัสเซีย เนื่องจากถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายอย่างถาวร และ “ไม่มีการกำหนดวันสิ้นสุดของมาตรการ”

อัชมัด ซูการ์โซโน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ของ Control Risks กล่าวว่า อินโดนีเซียต้องการแหล่งเงินทุนภายในประเทศเพิ่มขึ้น และโครงการนิรโทษกรรมภาษีในอดีต ก็พิสูจน์แล้วว่าสามารถดึงเงินทุนที่ซ่อนอยู่กลับเข้าสู่ระบบได้

อย่างไรก็ตาม เขามองว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้พยายามทำให้ผลิตภัณฑ์การลงทุนมีความน่าดึงดูดมากเกินไป จนกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวล เพราะแม้จะช่วยระดมเงินทุนได้ในระยะสั้น แต่ก็สะท้อนว่า หลักนิติธรรมอาจถูกผ่อนปรนเมื่อรัฐต้องการเงินทุน

ปัจจุบัน รัฐบาลปราโบโวพึ่งพา Danantara ซึ่งบริหารสินทรัพย์ของรัฐมูลค่าราว 900,000 ล้านดอลลาร์ ให้เป็นกลไกหลักในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็พยายามควบคุมการขาดดุลงบประมาณ

ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยชี้ว่า อินโดนีเซียมีสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีเพียงประมาณ 10% ซึ่งถือว่าต่ำ และควรเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ

แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่า ผู้บริหาร Danantara รับทราบมาก่อนแล้วว่า รัฐบาลต้องการสร้างกลไกเพื่อดึงเงินทุนที่เดิมอาจถูกตั้งข้อสงสัยจากหน่วยงานกำกับดูแลให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบได้

อย่างไรก็ตาม Danantara ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่า กองทุนมุ่งดึงดูดเฉพาะเงินลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นเงินทุนระยะยาว พร้อมยืนยันว่า มาตรฐานด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ จะถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด และปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่า ไม่ได้พยายามดึงดูดเงินทุนที่มีที่มาน่าสงสัย

ขณะที่ PPATK หรือหน่วยข่าวกรองทางการเงินของอินโดนีเซียออกโรงสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ โดยยืนยันว่า จะไม่ลดทอนอำนาจในการติดตามการฟอกเงิน และไม่ทำให้อินโดนีเซียขัดต่อมาตรฐานสากลด้านการป้องกันการฟอกเงิน

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ศึกษากฎหมาย และเศรษฐกิจของอินโดนีเซียวิจารณ์ว่า บทบัญญัติดังกล่าว “เอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นนำทางการเมือง และผู้กระทำผิดทางการเงิน” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลเผยแพร่กฎหมายฉบับเต็มหลังผ่านความเห็นชอบไปแล้วหลายสัปดาห์

ขณะเดียวกัน เยนตี การ์นาซีห์ นักวิชาการด้านการฟอกเงินของอินโดนีเซียเตือนว่า กฎหมายฉบับนี้ อาจเปิดช่องให้เงินจากการหลีกเลี่ยงภาษี อาชญากรรมในตลาดทุน หรือแม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีที่มาน่าสงสัย “ไหลเข้าสู่ระบบของรัฐได้ง่ายขึ้น”

เธอระบุว่า หากมาตรการดังกล่าวบั่นทอนมาตรฐานการป้องกันการฟอกเงินของประเทศ อินโดนีเซียอาจเสี่ยงถูกนำกลับเข้าสู่ “บัญชีสีเทา” ของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (FATF) ซึ่งเป็นรายชื่อประเทศที่ถูกจับตาเป็นพิเศษเรื่องความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และเสี่ยงสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ 
 

 

 

 

อ้างอิง: bloomberg

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์