วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

วิทัย รัตนากร รางวัลการต่อต้านการทุจริต | แจงสี่เบี้ย

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569 จากมูลนิธิต่อต้านการทุจริต เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่มีผลงานด้านการต่อต้านการทุจริตเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม

รางวัลนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของผู้ว่าการในการผลักดันธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของระบบการเงิน ผ่านการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การกำกับดูแลธุรกรรมที่มีความเสี่ยง การส่งเสริมให้สถาบันการเงิน (สง.) ยกระดับกระบวนการรู้จักและตรวจสอบลูกค้าให้เข้มข้นขึ้น รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล

ผู้ว่าการคุณวิทัย กล่าวว่า “แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจนอกระบบ โดยไม่ต้องการให้ สง. ภายใต้การกำกับ ถูกใช้เป็นช่องทางส่งเสริมธุรกรรมไม่พึงประสงค์ จึงได้ออกมาตรการต่อเนื่อง เพื่อลดธุรกรรมสีเทาที่เป็นปัญหากัดกร่อนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย”

1.มาตรการยกระดับการรู้จักลูกค้า “KYC” และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า “CDD/ EDD”

สง. เป็นตัวกลางทางการเงินที่สำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กอปรกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีมีความซับซ้อนขึ้น ทำให้ในระยะหลัง เริ่มพบสัญญาณปัญหาอาชญากรรมทางการเงินที่ สง. ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนย้าย ซุกซ่อน และ แปรสภาพเงินที่ได้จากการกระทำผิดให้อยู่ในรูปแบบต่างๆ

แบงก์ชาติจึงเน้นย้ำให้ สง. ต้องยกระดับขั้นตอนการพิสูจน์ทราบตัวตนและการตรวจสอบกลั่นกรองลูกค้า ตั้งแต่การพิจารณารับลูกค้าหรือการรู้จักลูกค้า (Know Your Customer: KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence: CDD)

การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้น (Enhanced Customer Due Diligence: EDD) ทั้งการติดตาม เฝ้าระวัง และดำเนินการเมื่อพบหรือรับแจ้งพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ

2.มาตรการกำกับธุรกรรม “ถอน-ฝาก-แลก” เงินสดมูลค่าสูง

มาตรการนี้มุ่งเป้าที่ธุรกรรมเงินสดทางกายภาพ (Cash) มูลค่าสูง เพื่อตัดวงจรการฟอกเงินและเคลื่อนย้ายเงินนอกระบบ โดยไม่กระทบต่อการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยทั่วไปของประชาชน จึงได้กำหนดให้การถอนเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ลูกค้าต้องแจ้งวัตถุประสงค์และเหตุผลความจำเป็น ที่ไม่สามารถโอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งผลที่ได้ คือ ช่วยให้ธุรกรรมลดลงราว 35%

ต่อไป แบงก์ชาติจะยกระดับมาตรการฯ สู่การฝากเงินสดมูลค่าสูง ผู้ฝากจะต้อง แสดงหลักฐานหรือชี้แจงแหล่งที่มาของเงินสดอย่างชัดเจน เพื่อปิดช่องโหว่ ไม่ให้เงินผิดกฎหมายไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคาร และ การแลกเงินสดมูลค่าสูง เช่น นำธนบัตร 1,000 บาท จำนวนมาก ๆ มาแลกเป็น ธนบัตร 500 บาท หรือ 100 บาท ก็ต้องแจ้งเหตุผลความจำเป็นทางธุรกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้นำไปใช้ในกิจกรรมสีเทา

แบงก์ชาติจะกำหนดให้ สง. รายงานธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับ profiling ของลูกค้า การสร้างมาตรฐานในการระบุธุรกรรมที่มี pattern ผิดปกติ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกัน รวมถึงการวิเคราะห์และแชร์ข้อมูลกับผู้กำกับดูแลอื่น เพื่อสกัดกั้นทุนเทา ให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น

3. มาตรการกำกับธุรกรรม “ซื้อขายทองคำ” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

เพื่อป้องกันการใช้ทองคำเป็นเครื่องมือฟอกเงิน และลดความผันผวนของค่าเงินบาทจากการซื้อขายทองคำ แบงก์ชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ออกมาตรการกำกับธุรกรรมทองคำออนไลน์

- จำกัดวงเงินซื้อขาย: กำหนดวงเงินซื้อหรือขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ชำระเป็นเงินบาท ไม่เกินด้านละ 50 ล้านบาทต่อคน ต่อวัน ต่อแพลตฟอร์ม

- กฎ 5 ประการ: กำหนดเงื่อนไขการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งสกุลบาทและ USD

1.ห้ามใช้บัญชีนอมินี (ต้องใช้บัญชีตนเองรับจ่ายเงิน)

2.งดใช้เงินสดทางกายภาพ (ต้องชำระผ่าน E-payment เท่านั้น)

3.จ่ายเต็มจำนวน (ห้ามรับจ่ายเฉพาะส่วนต่าง หรือ ทำธุรกรรมแบบ Net Settlement)

4.ห้ามซื้อขายลม (ห้ามทำ Short Sell จะสั่งขายได้ต่อเมื่อมีทองคำในระบบแล้ว)

5.รับมอบทองด้วยตนเอง (ห้ามโอนทองคำให้บุคคลอื่น)

- รายงานธุรกรรม: กำหนดให้ร้านทองรายใหญ่ ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำที่สำคัญ เช่น

ภาพรวมการซื้อขายทองคำรายวัน การซื้อขายทองคำออนไลน์ที่มีปริมาณสูง ตั้งแต่ 20 ล้านบาทต่อวัน การถือครองทองคำออนไลน์ (stock) ตั้งแต่ 20 ล้านบาท การถอนทองคำ (physical gold) ตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน

ผู้ว่าการคุณวิทัย ให้ความเห็นว่า “มาตรการนี้ช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และปริมาณการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันที่เข้าข่ายน่าสงสัย ลดลงจาก 4,000 กิโลกรัม เหลือ 700 กิโลกรัมต่อเดือน”

4.มาตรการป้องกันและปราบปราม “บัญชีม้า” (คุมเข้มระดับบัญชีและพฤติกรรม)

แบงก์ชาติร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ แก้ปัญหาภัยทางการเงินมาโดยตลอด ทั้งกำกับให้ สง. มีมาตรฐานการให้บริการที่ปลอดภัยมากขึ้น (Mobile Banking Security การพัฒนาระบบ Central Fraud Registry (CFR) สำหรับแลกเปลี่ยนเส้นทางเงิน การยกระดับมาตรการจัดการบัญชีม้าระดับบัญชีและพฤติกรรม

รวมถึงผลักดัน พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งกำหนดความรับผิดชอบของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อยกระดับการป้องกันประชาชนจากภัยทุจริตทางการเงิน

นอกจากนี้ ยังมีการติดตามการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ โดยแบงก์ชาติประสานงานกับ กลต. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลโดยตรง

5.การสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” สื่อสารเตือนภัยทุจริตทางการเงิน

แบงก์ชาติได้ขยายช่องทางการสื่อสารเตือนภัยและให้ความรู้ทางการเงินในหลากหลายมิติ โดยเน้นย้ำเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เข้าถึงเร็ว และสอดรับกับพฤติกรรมกลโกงในปัจจุบัน อาทิ พระสยาม BOT MAGAZINEคลิปวิดีโอ/Social Media เตือนภัย สื่อการสอน บทความที่น่าสนใจ และ บริการเช็คแอปเงินกู้ในเว็บไซต์แบงก์ชาติ เพื่อให้ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการทางการเงิน ป้องกันการถูกหลอกค่ะ

ทั้งหมดนี้ เป็นความตั้งใจของแบงก์ชาติในการต่อต้านภัยทุจริตทางการเงินรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการทางการเงิน และ ที่สำคัญ ความรู้และความเข้าใจของผู้ใช้บริการทางการเงินนะคะ

บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด