วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ชาตินิยมวงการอาหารในโลกทุนนิยม

เรียนตามตรงว่าไม่สู้จะเห็นด้วยนักกับการนำหลักคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodern) มารื้อสร้างมายาคติเกี่ยวกับประเด็นทางวัฒนธรรมอย่างหัวชนฝา

โดยเฉพาะหัวข้อความเป็นต้นตำรับ (authenticity) ของอาหารที่มักนำไปสู่วิวาทะระหว่างกลุ่มยุวชนหัวก้าวหน้าและขบวนคลื่นอนุรักษนิยมทั้งหลาย

อาทิ ส้มตำไม่ใช่อาหารไทย (หรือลาว) เนื่องจากในสาแหรกของพืชผลท้องถิ่นในภูมิภาคอุษาคเนย์แต่เดิมนั้นไม่มีทั้งมะละกอ และพริก ซึ่งถูกนำเข้ามาสู่วงจรเกษตรกรรมของภูมิภาคดังกล่าวเพียงไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมานี้เอง

เช่นเดียวกับผัดไทยที่ไม่ได้มีส่วนใกล้เคียงกับวัฒนธรรมสำรับดั้งเดิมของไทยสักกระผีก หากแต่มาจากการขยายตัวของเครื่องมือประเภทกระทะก้นลึก (wok) และกรรมวิธีปรุงอาหารด้วยไฟแรงของจีน ฯลฯ 

ในทางปฏิบัติแล้วเป็นบทสนทนาที่ถกเถียงกันได้อย่างไม่มีวันสิ้นสุดและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ นอกเวทีอภิปราย เข้าทำนองรู้ไว้เพื่อประดับศีรษะเท่านั้น

ถ้าดึงดันจะใช้ตรรกะข้างต้นไปพิจารณาอาหารประจำชาติของประเทศอื่น ๆ อิตาลีก็จะกลายเป็นชาติที่แอบอ้าง (claim) วัฒนธรรมพาสต้ามาจากเจ้าของเดิมอย่างโลกอาหรับไปโดยปริยาย

ขณะที่ญี่ปุ่นเองก็จะไม่สามารถทึกทักเอาซูชิมาเป็นจุดขายทางวัฒนธรรมได้เต็มปากเต็มคำนัก เพราะเป็นวิถีที่ได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มชนเผ่าละแวกที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง อันประกอบด้วยไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ซึ่งเชี่ยวชาญการถนอมอาหารประเภทปลามากกว่าญี่ปุ่น

ฉะนั้น ไม่ว่าโลกทางทฤษฎีภายในหอคอยงาช้างจะก้าวล้ำไปมากเพียงใด ทว่าตราบใดที่มนุษย์ส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยความเป็น ‘ชุมชน’ (โดยเฉพาะชุมชนที่เรียกว่า รัฐชาติ) เพื่อดำรงชีพก็คงมิมีวันก้าวพ้นระบอบการสร้างเส้นเขตแดนแบ่งแยกถึงตัวตนทางวัฒนธรรมและยึดเหนี่ยวใน ‘สิ่งสมมติ’ ที่เพิ่งสร้างจากการผสมผสานข้ามวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นไปได้

แน่นอนการตั้งข้อสรุปเช่นนี้ ย่อมเลี่ยงได้ยากที่จะมีผู้เข้าใจว่าบทความกำลังสนับสนุนอุดมการณ์ชาตินิยม และสร้างความชอบธรรมให้แก่การอ้างความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง ซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

ดังกรณีการช่วงชิงความเป็นต้นตำรับอาหารระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ข้อเท็จจริงที่พึงตระหนัก คือ โลกปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยม กล่าวให้เฉพาะเจาะจงกว่านั้น ไทยยังพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 หรือ 5 ของ GDP ประเทศ 

หากประชาชนจำนวนมากยินดีจะรับเอาแนวคิดชาตินิยมอันถูกบ่มเพาะผ่านกลไกรัฐ แล้วเข้ามาเป็นตัวแทนการเคลื่อนไหวเพื่อช่วงชิงการนิยามความหมาย ‘อาหารประจำชาติ’ ในปริมณฑลการเมืองระหว่างประเทศมาผูกขาดเป็นของตนเองได้

ก็ถือว่ากลไกอุดมการณ์ของรัฐตามข้อคิดของ Louis Althusser ดำเนินมาได้ถูกทางแล้ว เพราะอาหารก็เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ส่งเสริมการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 

คงพอสร้างจินตภาพกันได้ถึงฉากทัศน์ที่ต้มยำกุ้ง ผัดไทย แกงเขียวหวาน และส้มตำ ถูกประเทศคู่แข่งที่มีลักษณะใกล้เคียงทางวัฒนธรรมหยิบฉวยให้หายไปจากสารบบอาหารประจำถิ่น ประเทศไทยจะเหลือสิ่งใดเป็นจุดหมุดหมายดึงดูดชาวต่างชาติ 

อย่าลืมว่าใน 1 ระบบนิเวศการท่องเที่ยวผูกโยงกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ กี่ชนิด ตั้งแต่อาหาร เกษตรกรรม ไปจนถึงบริการ หากประเมินจากตัวเลขการจ้างงานก็จะเห็นภาพกว้าง ๆ ได้ว่าระบบนิเวศที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ยังต้องเลี้ยงประชากรอีกกี่ชีวิต

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าอย่างไรในทางปฏิบัติสังคมไทยก็ยังคงต้องยึดเหนี่ยวในสิ่งสมมติข้างต้น ไม่ต่างอะไรจากกรณีที่ชุมชนในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องรวมหัวกันปกป้องวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างบั้งไฟพญานาค จากการรื้อสร้างโดยกลุ่มผู้ใช้หลักคิดวิทยาศาสตร์ เพราะท้ายที่สุดมันเป็นสิ่งที่ไปผูกโยงกับผลประโยชน์และรายได้ที่ไหลเข้าสู่ตัวชุมชน 

ข้อที่พึงสังวรไว้ คือ ฉากทัศน์ที่ประเทศไทยจะลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมันใช่จะเกิดขึ้นได้ง่าย อย่างน้อยก็มิใช่ 1-2 ทศวรรษข้างหน้าแน่ ทางเลือกเดียวจึงเป็นการต้องดันทุรังเข็นให้อุตสาหกรรมดังกล่าวยังดำเนินต่อไปได้ในทิศทางที่พัฒนาขึ้นกว่าอดีต 

ในแวดวงผู้กำหนดนโยบายสาธารณะไทยมีการเสนอแนวทางไว้มากมาย เฉพาะอย่างยิ่งบางสำนักคิดที่สนับสนุนนโยบายชาตินิยมด้านอาหาร เช่น กรณีเกาหลีใต้จำกัดการส่งออกเนื้อ Hanwoo อันเป็นหนึ่งในสินค้าประเภทมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ ด้วยความที่ภูมิทัศน์และแนวโน้มทางธุรกิจปัจจุบันยังติดอยู่ในวังวนของสังคมบริโภคนิยม อันเอื้อต่อการสร้างผลิตสินค้าที่มีจำนวนจำกัด 

หรือสินค้าเพื่อส่งเสริมสถานะทางสังคมแก่ผู้บริโภคมากเป็นพิเศษ จึงเหลือช่องทางให้ไทยสามารถใช้โอกาสดังกล่าวพัฒนาแวดวงอาหารไปสู่ขั้นของการควบคุมห่วงโซ่อุปทานของตนเอง ให้บางรายการของร้านอาหารไทยในต่างประเทศต้องใช้วัตถุดิบที่มีถิ่นกำเนิดส่งตรงจากประเทศไทยเท่านั้น 

หรือแม้แต่การผลักดันให้เกิดความเป็นสากลของรสชาติอาหารไทย เพื่อเพิ่มความสำคัญให้แก่ธุรกิจกลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่ในวงจร/ระบบนิเวศเกี่ยวกับอาหารไทยมีอำนาจต่อรองกับตลาดโลกมากขึ้น ครั้งล่าสุดที่พบความพยายามลักษณะใกล้เคียงโครงการดังว่าคงเป็นห้วงปลายทศวรรษ 2010 ในรัฐบาลประยุทธ์ 1.0 

น่าเสียดายประเทศไทยยังติดกับดักปัญหาความต่อเนื่องทางนโยบายจากความถี่ในการเปลี่ยนรัฐบาล การผลักดันและพัฒนาโครงการจำพวก Gastro-economy/diplomacy ให้ลุล่วงตามแผนพิมพ์เขียวจึงเกิดขึ้นค่อนข้างยาก

กล่าวโดยพื้นฐานที่สุด ไม่ว่าฐานรากของอาหารแต่ละจานจะวิวัฒนาการหรือมีแหล่งกำเนิดอันผสมผสานมาจากต่างปูมหลังทางภูมิศาสตร์เพียงใด ทว่าตราบใดที่ประเทศนั้น ๆ สามารถรังสรรค์วัตถุดิบขึ้นมาใหม่พร้อมผลักดันให้กลายเป็นหมุดหมายที่ดึงดูดผู้สนใจจากต่างประเทศได้

ก็สมควรแก่รัฐเจ้าของพื้นที่อันให้กำเนิดวิถีการทานชนิดนั้น ๆ ส่งเสริม คุ้มครอง และใช้แสวงประโยชน์ด้านการพาณิชย์จากทุนทางวัฒนธรรมดังกล่าวตามความเหมาะสม