วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘สิทธิถูกลืม’ สิทธิในการถูกลืมภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป (GDPR) ต่อข้อมูลอาชญากรรมส่วนบุคคลบนอินเทอร์เน็ต

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลสามารถถูกเผยแพร่และเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วผ่านอินเทอร์เน็ต ความขัดแย้งระหว่าง สิทธิในความเป็นส่วนตัวกับสิทธิของสาธารณชนในการรับรู้ข้อมูลจึงมีความสำคัญ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลอาชญากรรมส่วนบุคคลที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ บุคคลที่เคยถูกพิพากษาลงโทษ โดยเฉพาะผู้ที่พ้นโทษหรือมีประวัติอาชญากรรมที่กฎหมายถือว่าเป็น “ความผิดที่พ้นระยะเวลาเปิดเผย” มักประสบปัญหาจากการที่ข้อมูลดังกล่าวยังคงสามารถค้นหาได้ผ่านระบบค้นหาบนอินเทอร์เน็ต

ด้วยเหตุนี้ สิทธิในการถูกลืม (Right to Be Forgotten: RTBF) ซึ่งได้รับการรับรองภายใต้มาตรา 17 แห่งกฎระเบียบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไปของสหภาพยุโรป (General Data Protection Regulation: GDPR) เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถร้องขอให้ลบหรือระงับการแสดงผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ล้าสมัย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อศักดิ์ศรี ชื่อเสียง และโอกาสในการดำรงชีวิต

แม้ว่าบุคคลนั้นจะได้รับโทษตามกฎหมายครบถ้วนแล้วก็ตาม หรือข้อมูลนั้นไม่มีความจำเป็นต่อสาธารณชนอีกต่อไป สิทธิของเจ้าของข้อมูลควรได้รับการคุ้มครอง เว้นแต่จะมีเหตุผลด้านประโยชน์สาธารณะที่มีน้ำหนักยิ่งกว่า

คำพิพากษาศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (CJEU) ในคดี Google Spain v AEPD and Mario Costeja González (C-131/12) ซึ่งศาลวินิจฉัยวางหลักไว้ว่า ผู้ให้บริการเครื่องมือค้นหามีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และมีหน้าที่พิจารณาคำร้องขอให้ลบผลการค้นหา 

ศาลเห็นว่าบุคคลไม่ควรถูกผูกติดกับข้อมูลที่ล้าสมัยหรือหมดความสำคัญต่อประโยชน์สาธารณะตลอดไป และศาลได้เน้นย้ำว่าสิทธิในการถูกลืมจะต้องได้รับการถ่วงดุลกับสิทธิของสาธารณชนในการรับรู้ข้อมูลและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยพิจารณาจากลักษณะของข้อมูล สถานะของบุคคลในสังคม และความจำเป็นที่ข้อมูลดังกล่าวยังคงเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนหรือไม่

ต่อมาศาล (CJEU) ได้พัฒนาหลักการดังกล่าวเพิ่มเติมในคดี GC and Others (C-136/17) ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว เช่น ความเชื่อทางการเมือง ศาสนา และประวัติอาชญากรรม โดยศาลวางหลักว่าผู้ให้บริการค้นหาจะต้องพิจารณาคำร้องขอให้ลบข้อมูลเป็นรายกรณี

ซึ่งโดยหลักแล้วสิทธิของเจ้าของข้อมูลควรได้รับการคุ้มครอง เว้นแต่จะมีเหตุผลด้านประโยชน์สาธารณะที่มีน้ำหนักเพียงพอให้ข้อมูลดังกล่าวยังคงเปิดเผยต่อไป

แม้ว่าจะมีแนวคำพิพากษาที่ชัดเจนมากขึ้น แต่การบังคับใช้มาตรา 17 ยังคงประสบปัญหาในทางปฏิบัติ ประการแรก คือ ความแตกต่างระหว่าง “การลบข้อมูล” กับ “การลบออกจากผลการค้นหา” ซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลแห่งยุโรป (EDPB) อธิบายว่าการลบออกจากผลการค้นหา ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลต้นฉบับถูกลบออกจากเว็บไซต์

ดังนั้น แม้ข้อมูลจะไม่ปรากฏผ่านการค้นหาด้วยชื่อบุคคล แต่ยังสามารถเข้าถึงได้ผ่านช่องทางอื่น ส่งผลให้ RTBF ไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการเครื่องมือค้นหายังต้องรับภาระในการตัดสินใจว่า คำร้องขอแต่ละกรณีสอดคล้องกับ GDPR หรือไม่ โดยต้องประเมินว่ามี “เหตุผลอันชอบด้วยกฎหมายที่มีน้ำหนักยิ่งกว่า” สำหรับการคงไว้ซึ่งข้อมูลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม กฎหมายมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในกรณีที่ข้อมูลเกี่ยวข้องกับความผิดเล็กน้อย บุคคลกึ่งสาธารณะ หรือสถานการณ์ที่ประโยชน์สาธารณะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อีกทั้งการตีความกฎหมายที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศสมาชิกยังส่งผลให้เกิดความไม่สม่ำเสมอในการบังคับใช้

ประเด็นด้านเขตอำนาจศาลยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ดังปรากฏในคดี Google v CNIL (C-507/17) ซึ่งศาล (CJEU) วินิจฉัยว่าคำสั่งลบผลการค้นหามีผลบังคับใช้เฉพาะภายในสหภาพยุโรป มิใช่ทั่วโลก

แม้ว่ารัฐสมาชิกอาจกำหนดมาตรการเพิ่มเติม เช่น การปิดกั้นการเข้าถึง แต่ข้อมูลยังสามารถเข้าถึงได้จากเว็บไซต์หรือโดเมนนอกสหภาพยุโรป ส่งผลให้การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลในโลกดิจิทัลยังมีข้อจำกัด

การนำ RTBF มาใช้กับข้อมูลอาชญากรรมเป็นประเด็นสำคัญฝ่ายหนึ่งเห็นว่า การลบข้อมูลเกี่ยวกับความผิดในอดีต โดยเฉพาะความผิดที่พ้นระยะเวลาเปิดเผยแล้ว เป็นการสนับสนุนการฟื้นฟูผู้กระทำผิดและการกลับคืนสู่สังคม

ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลอาชญากรรมยังคงมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของสังคม ความโปร่งใส และการตรวจสอบบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสาธารณะ

แนวคำพิพากษาในคดี Biancardi v Italy (2021) ซึ่งศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป วินิจฉัยว่า เมื่อเวลาผ่านไปสิทธิในศักดิ์ศรีและชีวิตส่วนตัวของบุคคลอาจมีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์สาธารณะในการคงไว้ซึ่งข้อมูลอาชญากรรมในอดีต

มาตรา 17 GDPR กำหนดเหตุแห่งการลบข้อมูล เช่น ข้อมูลหมดความจำเป็น เจ้าของข้อมูลถอนความยินยอม การประมวลผลไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือกฎหมายกำหนดให้ต้องลบข้อมูล 

อย่างไรก็ตาม มาตรา 17(3) ก็กำหนดข้อยกเว้นที่สำคัญ โดยอนุญาตให้ปฏิเสธคำร้องได้หากการประมวลผลข้อมูลยังมีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมาย ประโยชน์สาธารณะ งานวิจัย หรือการดำเนินคดีทางกฎหมาย

เพื่อให้ RTBF มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สหภาพยุโรปควรกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับศาล หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ควบคุมข้อมูล รวมถึงกำหนดหลักสันนิษฐานให้มีการลบผลการค้นหาสำหรับประวัติอาชญากรรมที่พ้นระยะเวลาเปิดเผย เว้นแต่จะเป็นคดีร้ายแรงหรือยังคงมีประโยชน์สาธารณะ 

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการใช้การปกปิดตัวตน หรือการใช้นามแฝงแทนการลบข้อมูลทั้งหมดในคำพิพากษาและเอกสารของศาล ตลอดจนส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลและการฟื้นฟูผู้กระทำผิด เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในความเป็นส่วนตัว

และสิทธิของสังคมในการรับรู้ข้อมูล เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดแนวปฏิบัติมาตรฐานร่วมกันหรือออกมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ประเทศสมาชิก

ท้ายที่สุด แม้ RTBF จะไม่ใช่เครื่องมือในการลบประวัติศาสตร์ แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยป้องกันมิให้อดีตกลายเป็น “โทษตลอดชีวิต” ในโลกดิจิทัล การบังคับใช้สิทธิดังกล่าวอย่างได้สัดส่วนและสมดุลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของปัจเจกชน โดยไม่บั่นทอนความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรมและสิทธิของสาธารณชนในการรับรู้ข้อมูล