วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

รัฐควรเร่งแก้จุดอ่อนการศึกษาไทยที่ยืดเยื้อมาหลายทศวรรษ

สาเหตุที่บทความนี้เพ่งเล็งเรื่องการศึกษาเป็นเพราะการศึกษามีอิทธิพลมากในการสร้างคุณภาพให้แก่บุคลากรหรือแรงงานภายในประเทศ และบุคลากรเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในระบบที่มีและไม่มีเทคโนโลยีขั้นสูงมาช่วย 

จากประสบการณ์ใน 25 ปี ที่ผ่านมา การลงทุนในไทยได้ขยายตัวในอัตราที่ช้าที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN ห่างลิบลิ่วเมื่อเทียบกับเวียดนาม เช่น ในปี 2543-2552 growth ของการลงทุนในเวียดนามอยู่ที่ 11.8% ต่อปี ขณะที่ของไทยอยู่ต่ำกว่าครึ่งคือ 4.5% 

แม้ทั้งคู่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ไทยก็ยังลดลงมากกว่า จนเหลือเพียง 1.5% ระหว่างปี 2563-2568 ในขณะที่ของเวียดนามอยู่ที่ 5.5% การลงทุนในไทยที่ขยายตัวช้ามากนี้ส่งแรงกดดันให้ GDP growth ของไทยมีแนวโน้มลดต่ำลงมากและเสมอมา

จาก 8.7% ในปี 2533-2538 มาเหลือ 4.3% ในปี 2543-2552, 3.65% ในปี 2553-2562, และ 0.9% ในปี 2563-2568 

ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในหลายแง่มุม (เช่น รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นมาก) จนทำให้รัฐต้องเข้าไปดำเนินมาตรการพยุงเศรษฐกิจหลายครั้งในหลายรูปแบบ (เช่น คนละครึ่ง ไทยช่วยไทย และบัตรสวัสดิการ)

คำถามต่อไปคือ แล้วอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่มาเหนี่ยวรั้งการลงทุนในไทย ให้ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจนเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำแบบยืดเยื้อเช่นนี้

ตามผลการสำรวจของหลายหน่วยงาน ธุรกิจเอกชนมักลังเลหรือตัดสินใจไม่ลงทุนในไทยเป็นเพราะ 5 สาเหตุหลัก ได้แก่

(1) สภาวะทางการเมืองผันแปรอยู่บ่อยครั้ง

(2) ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยมีน้อยที่ใช้งานและก่อประโยชน์ได้จริง

(3) ประสิทธิภาพการบริหารงานของหน่วยงานรัฐยังไม่ดีพอ

(4) Real GDP growth ในอนาคตคงไม่ก่อความต้องการมาก 

(5) แรงงานหรือบุคลากรของไทยมีคุณภาพต่ำในหลายแง่มุม เช่น

ขาดทักษะในการอ่านและจับใจความที่สำคัญ (โดยเฉพาะในภาษาอังกฤษ) ความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อ่อน ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีเหตุผล ไม่สามารถนำสิ่งที่เรียนมาประยุกต์ใช้ในโลกที่แท้จริง ไม่มีแนวคิดริเริ่มหรือแก้ปัญหาได้ รวมทั้งขาดความสามารถในการประสานงานและสื่อสารกับผู้อื่น

ประเด็นข้อที่ 5 ชี้ให้เห็นชัดว่า จุดอ่อนที่สำคัญมากของเศรษฐกิจไทยคือ การศึกษา

การศึกษาของไทยเรามีระบบ แต่เป็นระบบที่พึ่งหลักสูตรเก่ามานานกว่า 15 ปี ที่ยังเน้นการท่องจำในวิชาพื้นฐานหรืออนุรักษนิยม (เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม)

ทำให้เด็กส่วนหนึ่งประสบความลำบากที่จะอ่านจับใจความ พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ ประเมิน ประยุกต์ใช้ สร้างสรรค์ สื่อสาร และแก้ปัญหา จึงไม่ทันต่อโลกของการทำงานและชีวิตจริง 

สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ โรงเรียนในระดับวิชาชีพ (ปวช., ปวส.) ไม่ค่อยได้เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนเข้ามาร่วมวางหลักสูตร และ/หรือสอน จึงทำให้เด็กที่จบไปไม่ค่อยมีคุณภาพทั้งในแง่ความคิดและทักษะที่จะเข้าร่วมงานในโลกที่แท้จริง

ควบคู่กับปัญหาเรื่องหลักสูตร คือ ปัญหาเรื่องครู ในขณะที่งบประมาณทางด้านการศึกษาและดิจิทัลสูงถึง 5.07 แสนล้านบาทต่อปี 73% ของเงินจำนวนนี้เป็นงบบุคลากร จึงเหลืองบประมาณที่จำกัดมากเพื่อพัฒนาคุณภาพของการสอนที่แท้จริง

นอกจากนั้น รัฐยังไม่มีการประเมินผลงานของครูที่ถูกต้อง คือไม่ได้ดูจากผลลัพธ์หรือผลงานจากการสอนของครูเป็นหลัก

เนื่องจาก “คน” เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ เราจะเพิ่มสมรรถภาพให้แก่ “คน” ได้ก็ต้องพึ่งระบบการศึกษาที่ดีพอและทันสมัยอยู่เสมอ แต่ในปัจจุบันระบบของไทยยังมีจุดอ่อนอยู่มาก ตามตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น รัฐจึงควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน 

จุดประสงค์ของการปฏิรูปคือ ออกแบบการเรียนรู้ให้เด็กสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริงและก้าวทันโลก โดยให้อิสรภาพมากขึ้นแก่ทั้งโรงเรียน ครู และหลักสูตร ผลจากการปฏิรูปการศึกษาเช่นนั้นคงช่วยดึงดูดใจให้ธุรกิจเอกชนมาลงทุนมากขึ้น เพราะคุณภาพของบุคลากรและแรงงานดีขึ้น 

ดังนั้น ช่องทางที่น่าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการปรับปรุงการศึกษาคือ ให้ธุรกิจเอกชนเข้ามาร่วมมือกับรัฐในหลายแง่มุม

เช่น ร่วมวางหลักสูตร จัดโครงการฝึกงานให้แก่นักศึกษา และฝึกวิธีการสอนให้แก่ครู การประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐและธุรกิจเอกชนนี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่การศึกษาไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งในโลกปัจจุบันที่ผันแปรอยู่เสมอ 

ความร่วมมือระหว่างธุรกิจเอกชนและหน่วยงานของรัฐนี้จะให้ประโยชน์แก่ทั้ง 3 ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ

ฝ่ายธุรกิจก็จะได้แรงงานที่มีทักษะตรงตามที่ตลาดต้องการในโลกที่แท้จริง

ฝ่ายรัฐก็จะได้แหล่งเงินทุนพร้อมทั้งการฝึกอบรม (โดยผู้มีประสบการณ์) มาช่วยเสริมโดยเฉพาะในจังหวัดหรือเขตห่างไกล

ฝ่ายเด็กที่จบการศึกษาก็จะได้งานทำทันที เพราะฝ่ายธุรกิจยอมรับผลของโครงการศึกษาที่ตนมีส่วนร่วมในการออกหลักสูตรและช่วยฝึกงานมาให้ด้วยแล้ว 

หากรัฐสามารถปฏิรูประบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะช่วยก่อผลดีต่อเนื่องได้อีกหลายประการ เช่น ลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน บรรเทาปัญหาให้แก่ SMEs และช่วยให้ไทยหลุดพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง”

อนึ่ง เป็นที่น่ายินดีที่ได้ข่าวว่ารัฐกำลังมีแผนสนับสนุนโครงการลงทุนแบบ Thailand Fast Pass เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนแทบทุกประเภทต้องพึ่ง “คน” ที่มีคุณภาพดีหนุนหลังเป็นรากฐานที่มั่นคง การพัฒนา “คน” หรือแรงงานเช่นนั้นมักใช้เวลานานพอสมควร 

ดังนั้น จึงหวังว่ารัฐจะวางแผนกรอบเวลา (time – frame) ของการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับกรอบเวลาของการพัฒนา “คน” หากมิเช่นนั้น ประเทศเราอาจจะประสบวิกฤติการณ์แบบต้มยำกุ้งหรือ สตง. อีกครั้งก็เป็นได้