วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

หมดยุคจำแนกคนด้วยแกนอุดมการณ์ซ้าย-ขวาไปนานแล้ว

ยุคที่กระแสต่อต้านผู้อพยพ หวาดระแวงชาวต่างชาติ และประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงความสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนเริ่มถดถอยกันทั่วโลก จากคลื่นความคิดอนุรักษนิยมระลอกใหม่

ประกอบกับสังคมไทยห้วงทศวรรษที่ผ่านมามีผู้นำทางความคิดนามอุโฆษจากสำนักรัฐศาสตร์ประกาศตัวเข้ารับใช้ระบอบเผด็จการทหารกันเสียหลายราย 

หากจะมีมวลความคิด/มายาคติที่ก่อตัวบนโลกออนไลน์มาตีขลุมว่า คณะรัฐศาสตร์ในไทยเป็นโรงงานผลิตบัณฑิตสายอนุรักษนิยมก็คงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามสิทธิ์การแสดงความคิดเห็นของชุมชนชาวเน็ต (netizens) 

ส่วนคำครหาข้างต้นจะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในภาคสนามเพียงใดนั้น เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในการหาคำตอบ เพราะคงไม่มีสถาบันใดในโลกมีขีดความสามารถมากพอจะทำการสำรวจทัศนคติของบัณฑิตรัฐศาสตร์ในไทยว่า มีอุดมการณ์เอนเอียงไปในทิศทางเสรีนิยม หรืออนุรักษนิยมได้อย่างแม่นยำ ไม่เว้นแม้แต่เมธีวิจัยอาวุโสจากสำนักปฏิฐานนิยมชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา

ว่ากันตามความเป็นจริง มันผิดตั้งแต่วิธีการตั้งคำถามแล้ว ขนาดแค่เรื่องเพศสภาพยังก้าวมาถึงยุคที่สังคมมีการยอมรับในความหลากหลาย/ลื่นไหล (gender fluid) ได้ 

น่าแปลกใจที่ในปี 2569 ยังมีคนติดในกับดักแกน X ของอุดมการณ์ซ้าย - ขวาแบบโบราณกันอยู่ ทั้ง ๆ ที่เฉดความหลากหลายในอุดมการณ์ทางการเมืองมันไม่ได้น้อยไปกว่าประเด็นเพศสภาพสักกระผีก 

มิหนำซ้ำยิ่งนานวันเข้าแม้แต่แกน X - Y แบบเดิมที่จำแนกคนด้วยเกณฑ์บูรณาการระหว่างซ้าย - ขวา และอิสรนิยม - อำนาจนิยม ก็แทบจะไม่เพียงพอต่อการอุดมการณ์ที่ซับซ้อนของมนุษย์คนหนึ่ง ๆ ได้เสียแล้ว 

เป็นผลให้ทุกวันนี้แวดวงวิชาการรัฐศาสตร์ศตวรรษที่ 21 ต่างพากันการออกแบบเข็มทิศทางการเมืองรุ่นใหม่ออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ทั้งในรูปแบบหลากมิติ (multi-dimensional) และเข็มทิศเฉพาะกรณี (issue-based) มากกว่านั้นต้องไม่ลืมว่าแค่กลุ่มตัวอย่างอาศัยอยู่คนละประเทศกัน 

เข็มทิศที่มักถูกใช้เป็นมาตรวัดทางอุดมการณ์ก็รวนจนมิอาจอ้างอิงเป็นเรื่องเป็นราวได้แล้ว อนุรักษนิยมในสหรัฐอเมริกาย่อมแตกต่างจากกรณีของไทย เช่นเดียวกับที่ขบวนการหัวก้าวหน้าในไทยไม่สามารถเทียบเท่ากับหัวก้าวหน้าในสหรัฐอเมริกา หรือทวีปยุโรปนั้นแล

กล่าวอย่างพื้นฐานที่สุด โลกสมัยใหม่มีความซับซ้อนมากขึ้น มนุษย์อาจมีทั้งผู้ใฝ่อนุรักษนิยมทุกมิติของชีวิต ขณะเดียวกันก็อาจมีกลุ่มที่มีแนวคิดเอนเอียงซ้าย/หัวก้าวหน้าเฉพาะมิติด้านวัฒนธรรม และการเมือง แต่กลับยึดมั่นในความอนุรักษนิยมทางเศรษฐกิจ

เช่น กลุ่มการเมืองในสายของอดีตประธานาธิบดี Bill Clinton (The Third Way) 

จริง ๆ แล้วพรรคการเมืองในสหรัฐอเมริกานี้เป็นตัวอย่างที่ฉายให้เห็นภาพถึงระบบนิเวศความแตกต่างทางอุดมการณ์ของนักการเมืองต่างมุ้ง/ก๊ก (caucuses) ที่อาศัยอยู่ภายใต้ร่มใหญ่ของตัวพรรคได้เป็นอย่างดี อย่างในพรรค Democrat เองก็ยังมีทั้งมุ้งที่หัวก้าวหน้า และสายอนุรักษนิยมหลากหลายเฉดเข้ามาอยู่รวมกัน ไม่ว่าจะ Far-Left, Centre-Left, Moderate Left หรือแม้แต่ Centre-Right

ส่วนในไทยนั้นมีตัวอย่างให้เห็นเหลือคณา โดยเฉพาะจำพวกที่สนับสนุนสิทธิ - เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (ของตนเอง) ทั้งยังเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ Social media เป็นธงสีรุ้งต้อนรับเทศกาล Pride Month ทุกปี ทว่าเมื่อเจอผู้เสนอให้ชาวต่างชาติจากละแวกอุษาคเนย์เข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์บ้างกลับเกิดรังเกียจเดียดฉันท์ขึ้นมาเสียได้ 

เนื่องจากพอเป็นเรื่องเงินทองขึ้นมาแล้ว เริ่มรู้สึกลำบากใจที่รัฐบาลจะนำภาษีรายปีอัตราก้าวหน้าจากการทำงานหนักของตนเองไปจัดสรรแก่ผู้อื่นในนามของความเท่าเทียม ด้วยความเชื่อว่าเขาเหล่านั้นอาจไม่ได้ดิ้นรน หรือแบกภาระทางการเงินมากเท่ากับตัวผู้เสียภาษี ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ เนื่องจากมีคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยารองรับอยู่แล้ว 

อย่ากระนั้นเลย ขนาดพรรคที่ลงทุนปั้นจุดขายเป็นหัวหอกของความทันสมัย (progressive) ยังไปจับมือกับพรรคอนุรักษนิยมที่ตนเองวิจารณ์หนักหนาได้ ก็เป็นข้อบ่งชี้ที่สะท้อนได้ชัดถึงอัตลักษณ์และอุดมการณ์ทางการเมืองภายในสังคมเราย่อมสามารถลื่นไหล (fluid) ไม่ต่างจากเรื่องเพศ

ดังนั้น สิ่งที่พึงระวังและคณาจารย์แวดวงรัฐศาสตร์พร่ำสอนกันมาตลอด จึงเป็นเรื่องของการไม่จำแนกประเภทอุดมการณ์ของคนโดยเหมารวมในทางเดียวกับการจับคนยัดใส่กล่อง และหากรักจะแปะฉลากให้แก่ผู้อื่น ควรเปลี่ยนแนวการตั้งคำถามไปเน้นพิจารณาบุคคลนั้น ๆ เป็นรายประเด็น/มิติมากกว่า

ว่าด้านหนึ่ง ๆ มีความเอนเอียงไปในทิศทางใด โดยไม่ตั้งสมมติฐานไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การทำความเข้าใจทัศนคติต่อบุคคลนั้น ๆ มีความคลาดเคลื่อนออกจากความเป็นจริงน้อยที่สุด

เช่น หากเกิดธงในใจขึ้นว่าบุคคลตรงหน้าอาจมีความโน้มเอียงไปทางอนุรักษนิยม ก่อนปักใจคล้อยตามธงของตนเองอย่างน้อยควรถาม (เถียง) ต่อยอดกับตนเองอีกสักเล็กน้อยว่าอนุรักษนิยมในด้านใด แล้วมิติอื่น ๆ ในชีวิตเขาผู้นั้นเป็นอนุรักษนิยมด้วยหรือไม่ 

เหล่านี้เป็นข้อสำคัญที่ควรตระหนัก เพราะในชีวิตจริงอุดมการณ์ของมนุษย์ไม่เคยเรียงกันเป็นแท่งตรง ๆ ไว้รอบุคคลภายนอก/ผู้สังเกตการณ์นำมาตรหรือเข็มทิศมาวัดเอาได้ง่ายขนาดนั้น (และหากเป็นดังว่าจริง นักการเมืองคงไม่ต้องเหนื่อยหารณรงค์หาเสียง หรือส่งหัวคะแนนไปสุ่มเคาะประตูตามครัวเรือนกันแล้ว)