วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

จาก TH-AI Passport สู่แผนยุทธศาสตร์ AI เพื่ออนาคตไทย

โครงการที่มีชื่อข้างบนนี้มีข้อดีอยู่ข้อหนึ่งคือ เปิดโอกาสให้คนไทยเปิดหูเปิดตาและมีความสนใจเรื่อง AI มากขึ้น นอกจากประเด็นทางเทคนิคแล้วยังทำให้เกิดประเด็นนโยบายสาธารณะ

เช่น อธิปไตย และขีดความสามารถของ AI จนกระทั่งถึงความต้องการแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ผู้เขียนก็เลยขอความช่วยเหลือจาก AI แบบโปรให้ช่วยสืบค้นข้อมูลและวิพากษ์แผน AI ประเทศไทยดังต่อไปนี้

อธิปไตย หมายถึง “อำนาจในการตัดสินใจและกำหนดชะตากรรมของตนเอง” ส่วน ขีดความสามารถ หมายถึง “ความสามารถในการทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ” อธิปไตยจึงเป็นเรื่องของ “สิทธิและอำนาจ” ขณะที่ขีดความสามารถเป็นเรื่องของ “ศักยภาพและทรัพยากร”

หมายความว่าในกรณี AI ประเทศไทยมีสิทธิเต็มที่ที่จะเลือกว่าจะใช้ AI จากบริษัทใดบริษัทหนึ่งหมายความว่า เรายังมีอธิปไตยอยู่ระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราไม่มีนักวิจัย ไม่มีศูนย์ข้อมูล ไม่มี GPU ไม่มีโมเดลภาษาไทย และไม่มีบริษัท AI ของตนเอง เราก็ไม่มีขีดความสามารถทาง AI

ในทางกลับกัน ถ้าประเทศไทยมีนักวิจัยเก่งมาก มีศูนย์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ มีฐานข้อมูลจำนวนมาก แต่ระบบทั้งหมดต้องอาศัยซอฟต์แวร์ สิทธิบัตร หรือแพลตฟอร์มของต่างชาติ เราก็มีขีดความสามารถ แต่มีอธิปไตยจำกัด ดังนั้น สองคำนี้จึงไม่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ในโลกดิจิทัล ทั้งสองเรื่องเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เพราะอธิปไตยที่ไม่มีขีดความสามารถมักเป็นเพียงอธิปไตยในทางกฎหมายหรือในทางทฤษฎี ส่วนขีดความสามารถที่ไม่มีอธิปไตยมักทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงผู้อื่น

นี่เป็นเหตุผลที่สหภาพยุโรปเริ่มใช้คำว่า Strategic Autonomy หรือ “ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์” มากขึ้น เพราะคำนี้พยายามรวมทั้งสองมิติไว้ด้วยกัน กล่าวคือ ประเทศต้องมีทั้งอำนาจในการเลือก และมีศักยภาพที่จะทำตามสิ่งที่เลือกนั้นได้ 

ถ้ากลับมาที่กรณี TH-AI Passport คำถามที่ สำคัญกว่า คือเงิน 1,600 ล้านบาทนี้ช่วยเพิ่มอธิปไตยดิจิทัลและช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลของไทยมากน้อยเพียงใด เพราะคำตอบอาจไม่เหมือนกัน

โครงการอาจเพิ่มขีดความสามารถบางส่วน เช่น ทำให้คนไทยใช้ AI เป็นมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันอาจไม่ได้เพิ่มอธิปไตยดิจิทัลเลย หรืออาจทำให้อำนาจต่อรองของประเทศลดลงหากเกิดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติมากขึ้น

ในเชิงนโยบาย กรอบคิดที่สำคัญที่สุดคือ “ประเทศไทยควรลงทุนอย่างไร เพื่อเพิ่มทั้งอธิปไตยดิจิทัลและขีดความสามารถดิจิทัลไปพร้อมกัน” เพราะหากมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ประเทศก็ยังไม่สามารถกำหนดอนาคตดิจิทัลของตนเองได้อย่างแท้จริง

ประเทศไทยมี แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2565-2570) คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 และเป็นกรอบหลักด้าน AI ของประเทศในปัจจุบัน เป็นแผนที่ “ครบถ้วนในเชิงองค์ประกอบ” แต่ยัง “ไม่ชัดเจนและแม่นยำในเชิงยุทธศาสตร์การแข่งขันระหว่างประเทศ”

กล่าวคือ แผนแม่บท AI ตอบคำถามว่า “ประเทศไทยจะใช้ AI อย่างไร” ได้ดีพอสมควร แต่ตอบคำถามว่า “ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในโลก AI” ได้ไม่ชัดนัก

แผนฯ กำหนดว่า“ประเทศไทยมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตภายในปี 2570” เป้าหมายหลัก 3 ด้าน คือ 1) พัฒนาคนและเทคโนโลยี 2) สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ 3) สร้างผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

จุดแข็งของแผนฯ มี 4 ข้อ 1.มอง AI เป็นระบบนิเวศไม่ได้มองเฉพาะเทคโนโลยีแต่รวมถึงกฎหมายจริยธรรม คน โครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจ ซึ่งถูกต้องตามแนวคิดสากล 2.เน้นการพัฒนาคน หลายประเทศสนใจแต่การซื้อเทคโนโลยี แต่แผนฯ ให้ความสำคัญกับ AI Literacy ค่อนข้างมาก 

3.สนใจ AI ภาษาไทย เช่น Thai LLM Medical AI Thai Data Platform ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะกับประเทศขนาดกลาง 4.เชื่อมโยงกับปัญหาสังคม เช่น เกษตร สาธารณสุข ผู้สูงอายุ ไม่ใช่เน้นแต่ธุรกิจ

จุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์ 1.ไม่มีเป้าหมายด้าน AI Sovereignty ชัดเจน แผนพูดเรื่อง AI Platform, Data Platform แต่ไม่ได้ตอบว่าประเทศไทยต้องการความเป็นเจ้าของโมเดล ความเป็นเจ้าของข้อมูลและความเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานมากน้อยเพียงใด จึงยังเป็นยุทธศาสตร์ “การใช้ AI” มากกว่า “ยุทธศาสตร์อธิปไตย AI” 

2.ขาดยุทธศาสตร์ด้าน Compute ในโลก AI ปัจจุบันมีทรัพยากรสำคัญ 3 อย่างคือ Data, Talent, Compute แต่แผนไทยพูดเรื่อง Compute ค่อนข้างน้อย แม้จะมีระบบประมวลผลสมรรถนะสูง (HPC) อยู่บ้างก็ตาม ในขณะที่ประเทศอื่นกำลังแข่งขันกันสะสมกำลังประมวลผลอย่างหนัก 

3.ขาดยุทธศาสตร์แพลตฟอร์ม แผนฯ เน้น AI แต่ไม่ค่อยพูดถึง Search, Cloud, Social Platform, e-Commerce Platform ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่สุดของ AI ประเทศไทยจึงยังอยู่ในฐานะ “ผู้ใช้แพลตฟอร์ม” มากกว่า “เจ้าของแพลตฟอร์ม”

4. เป้าหมายด้านเศรษฐกิจยังไม่ชัด แผนฯ ไม่ได้ระบุชัดว่าภายในปี 2570 ประเทศไทยต้องการ AI Startup กี่ราย Unicorn กี่ราย มูลค่าเศรษฐกิจ AI เท่าไร การส่งออก AI เท่าไร ทำให้ยากต่อการติดตามผล 

5.ขาดมิติภูมิรัฐศาสตร์ แผนฯ นี้ถูกเขียนก่อน Generative AI จะดังระเบิด ก่อนสงครามเทคโนโลยีสหรัฐฯ -จีนจะรุนแรง จึงยังไม่ตอบคำถามว่าประเทศไทยจะวางตัวอย่างไรระหว่างสหรัฐอเมริกา จีน ยุโรป หรือจะสร้างความร่วมมือในอาเซียน

แผน AI แห่งชาติ ฉบับนี้ของไทยเป็น “แผนพัฒนาขีดความสามารถในการใช้ AI” ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ใช่ “แผนสร้างอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในยุค AI” และนี่คือช่องว่างสำคัญที่สุดของนโยบายไทยในปัจจุบัน

เพราะประเทศอาจมีการอบรมให้เกิดผู้ใช้หลายล้านคน แต่หากยังต้องพึ่งพาโมเดลข้อมูล คลาวด์ และแพลตฟอร์มจากต่างประเทศเป็นหลัก ก็ต้องถือว่ายังไม่ได้สร้างทั้ง “อธิปไตยดิจิทัล” และ “ขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์” อย่างแท้จริง

AI แนะนำว่าน่าจะเพิ่มยุทธศาสตร์ที่ 6 “AI Sovereignty and National Capability” ประกอบด้วย 1.Data Sovereignty เน้นข้อมูลภาครัฐ ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลภาษาไทย 2.Compute Sovereignty ส่งเสริม National GPU Cluster, National AI Cloud 3.Model Sovereignty สนับสนุน Thai LLM, Thai Multimodal Model 

4.Platform Sovereignty แพลตฟอร์มระดับอาเซียนและ Digital Public Infrastructure 5.Talent Sovereignty ดึงดูด และสร้างนักวิจัยระดับโลกและ AI Entrepreneur

ไหน ๆ แผนนี้ก็กำลังจะหมดอายุปี 2570 และรัฐบาลนี้ก็คงจะอยากอยู่ต่อจนครบวาระ อยากให้กระทรวงดีอีจัดเวทีสาธารณะให้ประชาคม AI สามารถเข้ามามีส่วนร่วม ปรับปรุงแผน AI ใหม่ให้ทันสมัยเหมาะกับโลก AI ที่เปลี่ยนไปมากแล้วตั้งแต่ปี 2565 

ถ้าจะช่วยกันประคับประคองประเทศไทย ต้องเข้าใจ เข้าถึง อดทนและกล้า ๆ หน่อยค่ะ!