วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

ฟังมุมมองเอกชนผู้ชนะ ‘TH-AI Passport’ เคลียร์ทุกข้อครหา-พร้อมแบกความเสี่ยงขาดทุน

น.ส.พาขวัญ วงศ์พลทวี กรรมการ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด หรือ เอชไอ หนึ่งในกิจการร่วมค้าทีเอชผู้ชนะโครงการ 'TH-AI Passport' มูลค่า 1,621 ล้านบาท เปิดเผยถึงมุมเอกชน ในฐานะคู่สัญญาโครงการดังกล่าว ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องงบประมาณ ความคุ้มค่า และข้อสงสัยด้านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

โดยยืนยันว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับหน่วยงานรัฐ คณะกรรมการตรวจรับเพื่อปรับรูปแบบการชำระเงินเป็น Pay per monthly active user หรือจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริงรายเดือน แทนการจ่ายแบบเหมารวม เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ทั้งฝ่ายรัฐ ประชาชน และเอกชนผู้ลงทุน

อย่างไรก็ตาม น.ส.พาขวัญยอมรับว่า รูปแบบจ่ายตามผู้ใช้งานจริงทำให้บริษัทมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากจำนวนผู้ใช้งานไม่ถึงเป้าหมาย โครงการอาจมีโอกาสขาดทุนได้ บริษัทจึงต้องประเมินหลายสถานการณ์ ทั้งกรณีดีที่สุด กรณีฐาน และกรณีเลวร้ายที่สุด พร้อมทำแผนบริหารความเสี่ยงรองรับ แต่ยังเชื่อมั่นว่าแพลตฟอร์มมีคุณภาพเพียงพอที่จะดึงผู้ใช้งานได้ตามเป้าหมาย

“เสี่ยงก็ต้องยอม แต่มั่นใจว่าจะถึงเป้าหมาย” น.ส.พาขวัญระบุ พร้อมย้ำว่า หากการเจรจาเรื่องรูปแบบการชำระเงินลงตัว โครงการไม่น่าจะไปถึงขั้นยกเลิกสัญญา เพราะเอกชนเองก็ต้องการเปิดให้ประชาชนได้ทดลองใช้แพลตฟอร์มจริง ส่วนรัฐจะเดินหน้าหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานเจ้าของโครงการ

ฟังมุมมองเอกชนผู้ชนะ ‘TH-AI Passport’ เคลียร์ทุกข้อครหา-พร้อมแบกความเสี่ยงขาดทุน

จ่ายตามใช้จริงลดข้อกังวลงบรัฐบานปลาย

น.ส.พาขวัญ อธิบายว่า หลังเกิดกระแสสังคมและที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มีเวทีการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประเด็นความคุ้มค่าถูกหยิบขึ้นมาหารืออย่างจริงจัง โดยแนวทางที่บริษัทรับนโยบายไว้คือการคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริงรายเดือน ไม่ใช่การจ่ายเต็มวงเงินโดยไม่ดูการใช้งานจริง

ทั้งนี้ เธอระบุว่า รายละเอียดเชิงสัญญายังอยู่ระหว่างการเจรจาระหว่างรัฐกับเอกชน จึงยังไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขหรือเงื่อนไขทั้งหมดได้ แต่ในเชิงนโยบาย บริษัทพร้อมสนับสนุนแนวทางที่ทำให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ์ รัฐได้ประโยชน์สูงสุด และเอกชนยังสามารถดำเนินโครงการต่อได้

ขณะเดียวกัน บริษัทมองว่าการทำให้โครงการคุ้มค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนสิทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เกิดการใช้งานจริงอย่างต่อเนื่องด้วย จึงอาจมีมาตรการกระตุ้นการเรียนรู้และการใช้แพลตฟอร์ม เช่น การแบ่งระดับผู้ใช้เป็น Beginner และ Innovator หากผู้ใช้ไม่เรียนหรือไม่ใช้งานตามเงื่อนไข อาจถูกลดระดับการเข้าถึงฟีเจอร์ขั้นสูง หรือท้ายที่สุดอาจถูกตัดสิทธิ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่พร้อมใช้งานจริงเข้ามาแทน

ฟังมุมมองเอกชนผู้ชนะ ‘TH-AI Passport’ เคลียร์ทุกข้อครหา-พร้อมแบกความเสี่ยงขาดทุน

 

ปัดล็อกสเปกย้ำ'เช่า'แพลตฟอร์มรัฐ

สำหรับข้อสงสัยเรื่องระยะเวลาการประมูลและการล็อกสเปก น.ส.พาขวัญ ยืนยันว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องเป็นไปตามกรอบของกรมบัญชีกลางและระบบ e-GP ซึ่งกำหนดระยะเวลาและขั้นตอนชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการรับฟังความคิดเห็น การขึ้นประกาศ e-bidding การเตรียมเอกสาร และการยื่นข้อเสนอ ทุกบริษัทต้องปฏิบัติตามกรอบเดียวกัน ไม่ใช่เงื่อนไขเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อเอื้อผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง

เธอ ยอมรับว่า การทำเอกสารประมูลงานภาครัฐต้องใช้ความละเอียดสูงมาก เพราะแทบไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาด และผู้ยื่นข้อเสนอต้องทำงานแข่งกับเวลาอย่างหนัก แต่ย้ำว่าลักษณะดังกล่าวเป็นเรื่องปกติของงานประมูลภาครัฐ ไม่ใช่ความผิดปกติเฉพาะโครงการ TH-AI Passport

ส่วนข้อสังเกตว่า เอชไอ มีแพลตฟอร์มคล้ายกันอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ น.ส.พาขวัญอธิบายว่า โครงการนี้เป็นโครงการ “เช่าแพลตฟอร์ม” ไม่ใช่การจ้างพัฒนาระบบใหม่ทั้งหมด ดังนั้น ผู้ยื่นข้อเสนอจึงควรมีแพลตฟอร์มหรือศักยภาพพื้นฐานอยู่แล้ว เพื่อให้สามารถส่งมอบบริการได้ตามกรอบที่รัฐต้องการ

เธอ ยังระบุว่า ตลาดแพลตฟอร์มแบบ Multi-model หรือการรวบรวมโมเดล AI หลายตัวไว้ในระบบเดียว ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ได้มีเพียงเอชไอ รายเดียวที่ทำ โดยในประเทศไทยมีผู้เล่นหลายราย รวมถึงผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ที่ให้บริการลักษณะใกล้เคียงกันในราคาหลายระดับ ตั้งแต่หลักร้อยถึงเกือบพันบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความสามารถของโมเดลและโควตาการใช้งาน

สำหรับประเด็นสื่อประชาสัมพันธ์ที่ถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นเงื่อนไขเอื้อบางกลุ่ม น.ส.พาขวัญระบุว่า สาระสำคัญของโครงการอยู่ที่การจัดหาโมเดล AI แพลตฟอร์ม และระบบการเรียนรู้หรือ LMS เพื่อรองรับ 5 ล้านสิทธิ์ ขณะที่การอบรม Hackathon Bootcamp การประเมินผล หรือการใช้สื่อสร้างการรับรู้ เป็นองค์ประกอบเสริม ไม่ใช่คุณสมบัติหลักที่บังคับให้ผู้ยื่นข้อเสนอต้องมีตั้งแต่วันประมูล

 

ฟังมุมมองเอกชนผู้ชนะ ‘TH-AI Passport’ เคลียร์ทุกข้อครหา-พร้อมแบกความเสี่ยงขาดทุน

ชื่อซ้ำไม่ใช่หลักฐานการเมืองใด

น.ส.พาขวัญยังตอบข้อสงสัยเรื่องชื่อ “AI Passport” ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าคล้ายกับผลิตภัณฑ์หรือแนวคิดที่เคยมีมาก่อน โดยระบุว่า คำว่า Passport เป็นคำทั่วไปที่หลายองค์กรสามารถนำไปใช้ได้ และในต่างประเทศก็มีโครงการหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้คำลักษณะนี้เช่นกัน ดังนั้น การอ้างว่าชื่อคล้ายกันจึงไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นการล็อกงานหรือเกี่ยวข้องกับการเมือง

เธอยืนยันว่า แพลตฟอร์มหรือผลิตภัณฑ์ที่เอชไอ พัฒนามาก่อนหน้านี้ เป็นคนละเรื่องกับ TH-AI Passport และบริษัทมี Roadmap ด้านการศึกษาและ AI Transformation อยู่ก่อนแล้ว โดยเอชไอเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่โฟกัสเรื่องการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และการนำ AI เข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทำงานขององค์กร

น.ส.พาขวัญเล่าว่า ก่อนเข้ามาทำงานกับเอชไอ เธอเคยทำงานที่ PlanB ในตำแหน่ง Chief Business Development Officer ดูแลการขยายธุรกิจและการพัฒนาโครงการ ก่อนลาออกมาตั้งแต่ต้นปี 2568 และเข้ามารับบทบาทกรรมการของเอชไอเพื่อผลักดันธุรกิจด้านการศึกษา ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และ AI Transformation

ปัจจุบันเอชไอมีพนักงานเกือบ 200 คน ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ มีทั้งผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำและมีประสบการณ์จากบริษัทระดับโลก เช่น BCG และ PwC โดยบริษัทตั้งเป้าพัฒนาแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา องค์กร และการยกระดับทักษะด้วย AI ทั้งในภาครัฐและเอกชน

ในมุมของเธอ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจากยุค Digital Transformation ไปสู่ AI Transformation กล่าวคือ องค์กรไม่ควรใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่ต้องนำไปเชื่อมกับ Workflow จริง เพื่อลดเวลาทำงาน เพิ่มผลิตภาพ และช่วยรับมือกับปัญหาแรงงานลดลงจากสังคมสูงวัย หากคนหนึ่งคนสามารถใช้ AI ช่วยให้ทำงานได้มากขึ้น ผลลัพธ์โดยรวมของประเทศก็อาจดีขึ้นตามไปด้วย

สิทธิ์โมเดลเทคใหญ่ถูกกฎหมายครบถ้วน

ในประเด็นสิทธิ์การใช้โมเดล AI น.ส.พาขวัญยืนยันว่าเอชไอ ทำสัญญาทางธุรกิจกับพาร์ทเนอร์รายใหญ่ ได้แก่ Google และ Microsoft โดย Google ให้บริการโมเดล Gemini ขณะที่ Microsoft ให้บริการโมเดลในกลุ่ม GPT และ Azure Foundry บริษัทจึงมีสิทธิ์เข้าถึงและนำโมเดลเหล่านี้มาให้บริการตามกรอบสัญญาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เธอระบุว่า โครงการภาครัฐระดับนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้โมเดลโดยไม่มีสิทธิ์ หรือดึงบริการของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาใช้โดยไม่ถูกต้อง พร้อมระบุว่าบริษัทอาจขอหนังสือยืนยันจาก Google และ Microsoft เพื่อให้สังคมคลายข้อสงสัยว่า สิทธิ์ที่นำมาใช้เป็นสิทธิ์จริงและถูกต้องตามข้อตกลงทางธุรกิจ

ส่วนคำถามว่าเหตุใดภาครัฐไม่ซื้อบริการตรงจาก Google หรือ Microsoft น.ส.พาขวัญ อธิบายว่า ในเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา ฝั่ง Microsoft เคยอธิบายประเด็นนี้ไว้ว่า เงื่อนไขสัญญาภาครัฐมีเรื่อง Unlimited Liability หรือความรับผิดแบบไม่จำกัดเพดาน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอาจไม่สามารถรับได้

อีกทั้งบริษัทข้ามชาติมักต้องทำสัญญาในนามบริษัทแม่ ไม่ใช่บริษัทท้องถิ่น จึงทำให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องผ่านตัวแทนหรือพาร์ทเนอร์ที่สามารถรับเงื่อนไขดังกล่าวได้

สำหรับความคุ้มค่าของแพลตฟอร์ม น.ส.พาขวัญระบุว่า โครงการไม่ได้เป็นเพียงการสอนเขียน Prompt เท่านั้น แต่จะมี Prompt Guideline บทเรียน ระบบเรียนรู้ และโมเดลระดับ Pro หลายตัวให้ประชาชนทดลองใช้ การเขียน Prompt เป็นทักษะที่ฝึกได้ แต่จะเกิดประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อผู้ใช้มีเครื่องมือจริงให้ทดลองและนำไปใช้กับงานของตัวเอง

เธอ ยังย้ำว่า AI ไม่ได้เหมาะเฉพาะคนรุ่นใหม่หรือคนสายเทคโนโลยีเท่านั้น แต่สามารถใช้ได้ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ คนทำคอนเทนต์ นักการตลาด SME Developer ไปจนถึงครีเอเตอร์ โดยแต่ละกลุ่มอาจใช้ต่างกัน เช่น ค้นข้อมูล ทำรายงาน แปลภาษา ร่างจดหมาย คิดไอเดีย สรุปบทความ เขียนโค้ด ตรวจบั๊ก สร้างภาพ วิดีโอ หรือเพลง ขึ้นอยู่กับบริบทงานและความต้องการของผู้ใช้

ด้านข้อมูลส่วนบุคคล น.ส.พาขวัญยืนยันว่า แพลตฟอร์มต้องดำเนินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA โดยข้อมูลผู้ใช้งานและข้อมูลการใช้งานถูกแยกออกจากกัน บริษัทไม่สามารถเข้าไปดูได้ว่าใครพิมพ์อะไรหรือใช้ข้อมูลใดตามอำเภอใจ การเข้าถึงข้อมูลต้องเป็นไปตามนโยบายความปลอดภัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ฟังมุมมองเอกชนผู้ชนะ ‘TH-AI Passport’ เคลียร์ทุกข้อครหา-พร้อมแบกความเสี่ยงขาดทุน

มั่นใจตัวระบบพร้อมรองรับผู้ใช้พร้อมกัน

สำหรับข้อกังวลว่าระบบอาจรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากไม่ได้ น.ส.พาขวัญอธิบายว่า ตัวเลข 139 TPS ที่ถูกพูดถึงในสังคม ไม่ใช่ตัวเลขที่ระบุไว้ใน TOR แต่เกิดจากการนำจำนวนผู้ใช้งาน 500,000 คนต่อชั่วโมงไปหารด้วยจำนวนวินาที แล้วตีความต่อว่าเป็นขีดความสามารถของระบบ

เธอย้ำว่า TOR ใช้คำว่า “ไม่น้อยกว่า” และบริษัทเตรียมระบบรองรับไว้สูงถึง 5,000 Transactions Per Second หรือ TPS ซึ่งมากกว่าตัวเลขที่ถูกนำไปวิจารณ์ จึงมั่นใจว่าระบบสามารถรองรับผู้ใช้งานได้มากกว่า 500,000 คนต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ ระบบถูกออกแบบบนโครงสร้างแบบ Hyper-scaler ซึ่งสามารถขยายขนาดได้เมื่อมีผู้เข้าใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก โดยเฉพาะวันลงทะเบียนที่คาดว่าจะเป็นช่วงที่มี Traffic สูงที่สุด เพราะประชาชนจะเข้ามารับสิทธิ์พร้อมกันจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ระบบลงทะเบียนและระบบใช้งานแพลตฟอร์มถูกแยกออกจากกัน เพื่อลดความเสี่ยงที่การลงทะเบียนจะกระทบต่อการใช้งานจริง

ในส่วนของฟีดแบ็กจากผู้ทดลองใช้ น.ส.พาขวัญระบุว่า บริษัทได้ส่งบัญชีทดลองให้ Influencer สายเทคโนโลยีบางรายใช้งาน โดยไม่ได้จ้างรีวิว แต่ต้องการรับความคิดเห็นตรง ๆ เพื่อนำไปปรับปรุงแพลตฟอร์ม โดยมีทั้งเสียงตอบรับเชิงบวกและข้อเสนอแนะที่บริษัทพร้อมนำกลับไปพัฒนา

อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า ข้อสงสัยด้านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างยังเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ และเป็นหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ ส่วนบริษัทในฐานะคู่สัญญาพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามข้อเท็จจริง

สำหรับกำหนดเปิดให้บริการ น.ส.พาขวัญระบุว่า ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับภาครัฐ หากเจรจาแล้วเสร็จและรัฐให้ไฟเขียว จะมีการประกาศไทม์ไลน์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ส่วนคำถามเรื่องเฟส 2 เธอตอบเพียงว่า “เอาเฟสนี้ให้รอดก่อน” และขอเดินหน้าไปทีละขั้น

ท้ายที่สุด น.ส.พาขวัญระบุว่า บริษัทไม่ต้องการให้โครงการถูกยกเลิก เพราะมองว่า TH-AI Passport เป็นโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงผู้ช่วย AI ที่สามารถใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งพนักงานออฟฟิศ คนทำร้านค้า SME นักศึกษา และคนทำงานทั่วไป ส่วนข้อกังวลเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างก็ต้องปล่อยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อไป