วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

Siam Silica ม้ามืดในสมรภูมิชิป ความหวังเศรษฐกิจไทย

เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเสวนากับ รศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และกรรมการคณะทำงานด้านเซมิคอนดักเตอร์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ สู่โอกาสการลงทุน” ในงานสัมมนาของ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ทำให้ได้เห็นว่า อุตสาหกรรมนี้อาจเป็น “โอกาสรอบศตวรรษ” (once-in-a-century opportunity) สำหรับประเทศไทย

ในปัจจุบัน หัวใจของเศรษฐกิจและการลงทุนโลกถูกขับเคลื่อนด้วยสองแรงหลัก คือ AI/Data Center และ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV/Power Electronics) ส่งผลให้ตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกถูกคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 6-8% ต่อปี จากราว 6.31 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2024 สู่ระดับ 9.49 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030

แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า คลื่นลูกนี้จะค่อย ๆ สิ้นสุดลงราวปี 2030 และอาจต้องรออีก 15-20 ปีกว่าคลื่นลูกใหม่จะมาถึง

แล้วไทยอยู่ตรงไหนของเกมนี้? คำตอบเริ่มจากการเข้าใจว่ามูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมนี้กระจุกตัวอยู่ที่ “ต้นน้ำ” อย่างชัดเจน การออกแบบวงจรรวม (IC Design) กินส่วนแบ่งสูงถึงราว 60% ของห่วงโซ่ ตามด้วยการผลิตเวเฟอร์ (Front-end) ราว 18% ขณะที่การประกอบและทดสอบ (Back-end/OSAT) ซึ่งเป็นจุดที่ไทยแข็งแรงที่สุด กลับมีสัดส่วนเพียงราว 5% 

กล่าวให้ตรงคือ ภาคการผลิตของไทยเชี่ยวชาญในช่วงกลางน้ำถึงปลายน้ำ ทั้ง Back-end, PCBA, EMS ไปจนถึง PCB ที่ทำได้ลึกถึง 48 ชั้น แต่แทบไม่มีสถานะในต้นน้ำที่สร้างมูลค่าสูงสุดเลย

สถานะเช่นนี้ฟังดูเป็นจุดอ่อน แต่ในมุมหนึ่งกลับเปิดทางให้ไทยเล่นบทบาท “ม้ามืด” ได้อย่างน่าสนใจ เพราะการที่เราประกาศยุทธศาสตร์ช้ากว่าเพื่อนบ้าน ทำให้ยังมีช่องว่างให้เติบโต และมีความได้เปรียบเชิงสถาบันตรงที่ให้กระทรวง อว. เป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนา “กำลังคน” ได้ตรงจุด

จุดที่ทำให้ยุทธศาสตร์ฉบับนี้น่าสนใจที่สุดคือ การเลือกที่จะ “โฟกัส” แทนการไล่ตามทุกเซกเมนต์ โดยปักธงที่ 2 กลยุทธ์หลัก 1.บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) ซึ่งเป็นการนำชิปหลายตัวมาวางใกล้หรือซ้อนกันให้สื่อสารกันได้เร็ว ใช้เงินลงทุนต่ำกว่าการไล่ย่อขนาดทรานซิสเตอร์ตามกฎของมัวร์ (Moore's Law) ที่กำลังถึงทางตันทั้งเชิงฟิสิกส์และเศรษฐศาสตร์

2.ชิปแบบ Photonics ซึ่งใช้ “แสง” แทนกระแสไฟฟ้าในการรับส่งข้อมูล ตอบโจทย์ Data Center ยุค AI ที่บริโภคพลังงานและสร้างความร้อนมหาศาลได้พอดี นี่คือกลยุทธ์การ “ก้าวกระโดด” (leapfrogging) ที่ต่อยอดจากฐาน OSAT เดิม ในเชิงกลไก

ทั้งนี้ ภาครัฐขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ผ่านสองเครื่องยนต์ที่ทำงานเสริมกัน เครื่องแรกคือ “บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” (ขับเคลื่อนผ่าน BOI) ที่ทำหน้าที่วางโรดแมปภาพใหญ่และดึงการลงทุนระยะยาวไปถึงปี 2050

ส่วนเครื่องที่สองคือ “Siam Silica” ยุทธศาสตร์ของกระทรวง อว. ภายใต้รองนายกฯ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่ทำหน้าที่เป็นยุทธศาสตร์ในรายละเอียดด้านงานวิจัย การผลิตกำลังคน และการดึงเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยได้แรงบันดาลใจจากโมเดล Pax Silica ของสหรัฐฯ และ Project Beethoven ของเนเธอร์แลนด์

ทว่า คอขวด (bottleneck) ที่แท้จริงของยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินหรือเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ “คน” โรดแมปตั้งเป้าผลิตบุคลากรเฉพาะทางราว 86,000 คนภายในปี 2030 (รวมนักวิจัยระดับสูง 1,400 คน) ทั้งที่ความต้องการจริงสูงถึงระดับ 200,000 คน ขณะที่ไทยผลิตบัณฑิตสายนี้ได้เพียงราว 22,000 คนต่อปี และในระดับปริญญาโท–เอกเพียงราว 1,800 คน

ช่องว่างนี้จึงเป็นโจทย์ที่ Siam Silica พยายามอุดผ่านกลไกอย่าง Sandbox 15 มหาวิทยาลัย การตั้ง National Training Center (ที่เน้น IC Design) และกลไก “Skill Bridge” ที่ดึงแรงงานจากอุตสาหกรรมซึ่งถูกเทคโนโลยี disrupt มา reskill เข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่

ถึงแม้ไทยจะเริ่มช้ากว่าเพื่อนบ้าน แต่ก็ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว เวียดนาม “ทุ่มสุดตัว” (all-in) ด้วยการที่รัฐลงทุนนำเอง ตั้งกองทุน แล้วแยกออกไปเป็นเอกชน พร้อมยกระดับเป็นวาระแห่งชาติและมีสหรัฐฯ ร่วมมือ โดยตั้งเป้าผลิตบุคลากร IC Design ถึง 10,000 คนภายในปี 2030

ส่วนสิงคโปร์และมาเลเซียเข้าใจกลไกของอุตสาหกรรม จึงให้การสนับสนุนผู้ประกอบการและแรงงานของอุตสาหกรรม ทั้งด้านระบบนิเวศและสิทธิประโยชน์

กระนั้น ไทยก็ยังถือไพ่เด็ดในมือ ทั้งเสถียรภาพด้านไฟฟ้าและน้ำ (ซึ่งเวียดนามยังมีข้อจำกัด) และความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยจึงต้องต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ให้กลายเป็นแต้มต่อในห่วงโซ่มูลค่า

ในเชิงนัยของยุทธศาสตร์นี้ต่อเศรษฐกิจมหภาค ผู้เขียนได้คำนวณผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาว และพบว่าภายใต้แนวโน้มฐาน (baseline) ที่ยังไม่มีโครงการนี้ (หรือโครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ) เศรษฐกิจไทยจะไหลลงอย่างต่อเนื่อง จากศักยภาพการเติบโตเฉลี่ย 2.78% ในช่วงปี 2026-2030 เหลือเพียง 2.26% และ 1.76% ในอีก 5 และ 10 ปีข้างหน้า

ต้นตอสำคัญคือ แรงฉุดด้านประชากร (demographic drag) ที่เริ่มหดตัว ขณะที่ผลตอบแทนต่อทุน (Return on Capital) ก็จะชะลอลงเช่นกัน ลากเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ “กับดักการเติบโตต่ำ” (low-growth trap) ที่ระดับ 2% หรือต่ำกว่าภายในกลางทศวรรษ 2030

แต่หากยุทธศาสตร์สัมฤทธิ์ผล โดยเฉพาะการยกระดับไทยสู่ฐาน Advanced Packaging และการเกิดขึ้นของโรงงาน Fab สาย Photonics ภายในปี 2030 ภาพจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านสามช่องทาง คือการสะสมทุน (capital deepening) จากเม็ดเงินลงทุน การยกระดับคุณภาพแรงงานทักษะสูง 

และที่สำคัญที่สุดคือ การยกระดับผลิตภาพรวม (total factor productivity: TFP) จากการขยับขึ้นสู่ช่วงมูลค่าสูงของห่วงโซ่ พร้อมผลกระจาย (spillover) เชิงความรู้และระบบนิเวศ แรงหนุนนี้จะเร่งตัวจาก +0.15ppt ในช่วงปี 2026-2030 เป็น +0.30ppt และ +0.50ppt ในช่วงปี 2031-2035 และ 2036-2040 ตามลำดับ ดันให้ศักยภาพการเติบโตในช่วงแรกขยับขึ้นสู่ราว 2.93% หรือเกือบแตะ 3%

แต่ประเด็นที่ลึกกว่านั้นคือ ยุทธศาสตร์นี้ช่วย “ชะลอการไหลลง” ของศักยภาพระยะยาว ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์จึงเปรียบเสมือน catalyst เชิงโครงสร้างที่ช่วย “เปลี่ยนเส้นทาง” (bend the curve) ของเศรษฐกิจไทย จากภาวะไหลลงสู่ใต้ 2% ให้กลับมายืนเหนือ 2% ได้อย่างมีเสถียรภาพตลอดสองทศวรรษข้างหน้า

ในเกมนี้ ม้ามืดที่วิ่งเร็วเท่านั้นที่จะเข้าเส้นชัย และเดิมพันที่วางอยู่ ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่คือทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

*บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่