AI กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้พื้นผิวการโจมตีขององค์กรขยายตัวมากขึ้น องค์กรในยุคดิจิทัลกำลังเผชิญความท้าทายจากทั้งภัยคุกคามไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้นและการนำ AI มาใช้งานอย่างรวดเร็ว
นช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกธุรกิจต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้องค์กรทั่วโลกต้องทบทวนแนวทางการบริหารความเสี่ยงและการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่อีกครั้ง
ผลสำรวจ Barclays Business Prosperity Index ไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่า 68% ของผู้นำธุรกิจในสหราชอาณาจักรวางแผนเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ภายใน 12 เดือนข้างหน้า
ขณะที่ 46% เชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่กำลังเพิ่มความเสี่ยงด้านไซเบอร์ให้กับองค์กร ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและสร้างโอกาสทางธุรกิจ
แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้พื้นผิวการโจมตี (Attack Surface) ขององค์กรขยายตัวมากขึ้น จนการลงทุนด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้กลายเป็นเรื่องจำเป็นมากกว่าทางเลือก
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ความพร้อมในการรับมือเหตุการณ์ไซเบอร์ขององค์กรยังอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยมีธุรกิจไม่ถึง 30% ที่มั่นใจว่าองค์กรสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ การโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และการใช้ AI โดยกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ในการสร้างมัลแวร์ ฟิชชิง หรือการโจมตีแบบอัตโนมัติ
ส่งผลให้องค์กรต่างๆ ต้องให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์” (Cyber Resilience) มากกว่าการป้องกันเพียงอย่างเดียว นั่นหมายถึงความสามารถในการป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และฟื้นฟูระบบหลังเกิดเหตุการณ์โจมตีได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดผลกระทบต่อธุรกิจ ลูกค้า และชื่อเสียงขององค์กร
จากการสำรวจยังพบอีกว่า องค์กรขนาดใหญ่มีการลงทุนด้านไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมากกว่าหนึ่งในสามขององค์กรขนาดใหญ่ได้เพิ่มงบประมาณด้านความปลอดภัยไซเบอร์ตั้งแต่ต้นปี 2026 ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดจิ๋วมีสัดส่วนการลงทุนเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอย่างมาก ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยด้าน Cybersecurity ของผู้บริหารที่เข้าร่วมการสำรวจอยู่ที่ประมาณ 505,000 ปอนด์ต่อปี และสูงถึง 1.3 ล้านปอนด์สำหรับองค์กรขนาดใหญ่
สาเหตุสำคัญมาจาก ความกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียข้อมูลสำคัญและทรัพย์สินทางปัญญา (33%) การสูญเสียรายได้ (26%) การหยุดชะงักของการดำเนินงาน (27%) รวมถึงความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า (28%) ซึ่งล้วนเป็นผลกระทบที่สามารถสร้างความเสียหายทางธุรกิจได้ในระยะยาว องค์กรจึงเริ่มมองการลงทุนด้านไซเบอร์ในฐานะการลงทุนเพื่อสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ มากกว่าการเป็นเพียงต้นทุนด้านไอที
ขณะเดียวกันการใช้งาน AI และระบบอัตโนมัติก็กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยกว่า 52% ของธุรกิจระบุว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และ 61% มีการนำ Agentic AI หรือระบบ AI ที่สามารถตัดสินใจและดำเนินงานบางอย่างได้ด้วยตนเองมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจแล้ว
โดยงบประมาณด้านคลาวด์, ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และ AI รวมกันคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของงบลงทุนด้านเทคโนโลยีในปีถัดไป องค์กรมีแผนนำ AI ไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การคาดการณ์แนวโน้มทางธุรกิจ (38%) การทำงานด้านเอกสารและงานธุรการอัตโนมัติ (31%) การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า (29%) รวมถึงการเสริมศักยภาพด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (29%)
อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องของผลลัพธ์จาก AI และความปลอดภัยของข้อมูลยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ผู้บริหารต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนขยายการใช้งานในวงกว้าง
องค์กรในยุคดิจิทัลกำลังเผชิญความท้าทายจากทั้งภัยคุกคามไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้นและการนำ AI มาใช้งานอย่างรวดเร็ว ผลสำรวจจากสหราชอาณาจักรชี้ให้เห็นว่าองค์กรจำนวนมากเริ่มตระหนักว่าความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่ใช่เพียงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง แต่เป็นรากฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันและความต่อเนื่องทางธุรกิจในระยะยาว
การลงทุนในไซเบอร์ซีเคียวริตี้ควบคู่กับการกำกับดูแล AI อย่างเหมาะสม จะช่วยให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนและภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ


