วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทย (1)

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 7-0 ให้คงดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ที่ 1.0% และมีข่าวดี ดังปรากฏในตารางข้างล่างคือ การปรับให้จีดีพีในปีนี้ขยายตัวเพิ่มจาก 1.5% เป็น 1.8%

เพราะวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ และผลกระทบจากสงครามที่น้อยกว่าคาด และเพิ่มจาก 1.8% เป็น 2.3% จากมาตรการของรัฐ

                       ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทย (1)

ข้อสังเกตคือ มาตรการของรัฐที่ว่านี้ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นไทยช่วยไทย พลัส ที่กระตุ้นกำลังซื้ออยู่ในขณะนี้ โดยจะทำให้จีดีพีขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5% จาก 1.8% เป็น 2.3% (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 100,000 ล้านบาท เทียบกับที่รัฐบาลใช้งบประมาณประมาณ 170,000 ล้านบาท) แต่ก็จะทำให้กำลังซื้อในปีหน้า (2570) ลดลง ส่งผลให้จีดีพีในปีหน้า ขยายตัวได้เพียง 1.8% จาก 2.1%

หากไม่รวมมาตรการของรัฐ ดังกล่าว ตรงนี้ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเพราะฐานจีดีพีในปี 2569 ที่สูงขึ้น และอีกส่วนหนึ่งเพราะประชาชนก็คงจะลดการบริโภคลงในช่วงต้นปี 2570

โดยรวมนั้น กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ปรับตัวได้จำกัด และยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง โดยในภาพรวมนั้น เศรษฐกิจเผชิญปัจจัยสำคัญ 3 ข้อคือ

1. ครัวเรือนส่วนใหญ่ถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชน หลังมาตรการภาครัฐสิ้นสุดลง
2. สินเชื่อโดยรวมขยายตัวต่ำ โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อเอสเอ็มอีและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง
3. มีแรงส่งที่ดีกว่าคาด จากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์

ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่ กนง.ได้สรุปมาดังกล่าว สามารถดูได้จากภาพประกอบ

ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทย (1)

ส่วนที่ 1 ของรูปคือ การคาดการณ์ การขยายตัวของจีดีพีไทย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็น การขยายตัวที่ชะลอลง จีดีพีในปี 2569 เมื่อเทียบกับปี 2568 จะขยายตัวลดลง จาก 2.4% เป็น 2.3% และในปี 2570 จีดีพีจะขยายตัวลดลงเช่นกันเหลือ 1.8% จาก 2.3% ในปี 2569

ส่วนที่ 2 ของรูปนั้น ธปท. ชี้ให้เห็นว่า กำลังซื้อครัวเรือนถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ประเด็นนี้ผมคิดว่า การแก้ปัญหาให้ยั่งยืนจะทำได้โดยการมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ด้วยการสร้างงานมากกว่าการทำแต่การช่วยลดค่าครองชีพ ซึ่งส่วนใหญ่ประเทศไทยจะควบคุมไม่ได้

เช่น การที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ (ไทยนำเข้าสินค้าและบริการคิดเป็นมูลค่าประมาณ 65% ของจีดีพี ดังนั้นความสามารถของไทยในการควบคุมรายจ่ายจึงมีข้อจำกัดอย่างมาก)

ส่วนที่ 3 และ 4 ของรูปนั้นจะเห็นได้ว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยประสบปัญหาอย่างมาก เพราะมีหนี้เอ็นพีแอลของธุรกิจเอสเอ็มอีคิดเป็นสัดส่วนสูงกว่า 10% ของสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งหมด และหนี้เอ็นพีแอลยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อเพิ่มให้กับเอสเอ็มอี และในทำนองเดียวกันสินเชื่อรายย่อย ก็ไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สาขาเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีเกินคาดคือ ภาคการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะการลงทุนของ US Hyperscaler (รูปส่วนที่ 1) ทำให้เห็นถึงการไหลเข้าของเงินทุนมาลงทุนในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ที่เห็นได้จากมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ (ส่วนที่ 3)

นอกจากนั้น ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของอุปสงค์ของปัญญาประดิษฐ์ ทำให้การส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องของไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเทียบกับการส่งออกสินค้าประเภทอื่น (ส่วนที่ 2)

ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทย (1)

การส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นั้น ต้องยอมรับว่า มีสัดส่วนของวัตถุดิบนำเข้าสูง และเป็นการลงทุนของเอกชนต่างชาติเป็นหลัก นอกจากนั้น มีการจ้างงานไม่สูงมาก (แต่เงินเดือนก็น่าจะสูง) ซึ่งช่วยเพิ่มจีดีพีของประเทศไทยได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็เสี่ยงที่จะเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

การลงทุนในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคตนั้นยิ่งจะทำให้มีการจ้างงานน้อยมาก และอุปกรณ์ที่ใช้ก็มีสัดส่วนการนำเข้าสูง ดังนั้นแม้มูลค่าการลงทุนจะมีมูลค่าสูงมาก แต่ประโยชน์กับประเทศไทยอาจจะมีไม่มากนัก นอกจากนั้นก็ยังถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความต้องการใช้พลังงานและน้ำจำนวนมากที่อาจส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจอื่นๆ อีกด้วย

ในภาพใหญ่นั้น เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก ซึ่งผมจะขอเขียนถึงเรื่องนี้ในตอนต่อไปครับ