ในช่วงที่ผ่านมามีข้อเสนอให้พิจารณากลับมาจัดตั้งห้องสูบบุหรี่ภายในอาคารสนามบินนานาชาติ โดยให้เหตุผลว่าเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารระหว่างเปลี่ยนเที่ยวบิน และลดปัญหาการสูบบุหรี่ในพื้นที่ไม่เหมาะสม
แม้ประเทศไทยได้ยกเลิกกฎหมายห้องสูบบุหรี่ในอาคารสนามบินมาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อคุ้มครองสุขภาพของทุกคนจากพิษภัยของควันบุหรี่มือสองแล้ว
แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะดูเหมือนเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติสำหรับผู้โดยสารที่เสพติดนิโคตินจากยาสูบ แต่เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และหลักการด้านสาธารณสุข
กลับพบว่าประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อผู้โดยสารส่วนใหญ่ที่ไม่สูบบุหรี่และพนักงานสนามบินเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดและซ่อมบำรุง ที่ต้องอยู่ประจำในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย มากกว่าการจัดสรรพื้นที่ภายในสนามบิน
หากแต่เป็นคำถามว่า ประเทศไทยจะรักษามาตรฐานการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนไว้ หรือจะก้าวถอยหลังจากความสำเร็จที่สร้างมาอย่างต่อเนื่อง
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของภูมิภาคที่ประกาศใช้นโยบายอาคารสนามบินปลอดบุหรี่ทั้งหมด เพื่อคุ้มครองผู้โดยสาร พนักงานและประชาชนจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง
ซึ่งหลักฐานวิชาการยืนยันว่าไม่มีระดับที่ปลอดภัยในการสัมผัสควันบุหรี่ (US Surgeon General Report on involuntary smoke exposure, 2006)
แม้เทคโนโลยีการระบายอากาศจะพัฒนาไปมากเพียงใด แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันได้ว่า ห้องสูบบุหรี่ภายในอาคารจะมีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันการรั่วไหลของควันและสารพิษได้อย่างสมบูรณ์เหมือนกับการเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100%
โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการสัญจรของผู้คนจำนวนมาก เช่น สนามบินนานาชาติ (Pion M, Givel MS. 2004. Airport smoking rooms don‟t work. Tob Control, 13(Suppl I):37-40. doi:10.1136/tc.2003.005447
Repace JL. 2007 Exposure to secondhand smoke. In: Ott WR, Steinenmann AC, Wallace LA, eds. Exposure Analysis. Boca Raton, Louisiana: CRC Press, 201-235.)
อีกประเด็นสำคัญ คือการส่ง “สัญญาณเชิงนโยบาย” การสร้างห้องสูบบุหรี่ภายในอาคารอาจถูกตีความได้ว่า การสูบบุหรี่ยังเป็นกิจกรรมที่ได้รับการยอมรับในพื้นที่สาธารณะ และอาจลดทอนพลังของมาตรการควบคุมยาสูบที่ประเทศไทยได้ลงทุนและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
การสำรวจเมื่อต้นปี 2568 พบว่าผู้สูบบุหรี่ถึง 99.7% ปฏิบัติตามข้อห้ามสูบบุหรี่ภายในสนามบินนานาชาติในประเทศไทยได้ มีเพียง 0.3% เท่านั้นที่ฝ่าฝืน ซึ่งย้ำให้เห็นว่า การไม่มีห้องสูบบุหรี่ภายในอาคารสนามบิน ก็สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการลดการบริโภคยาสูบผ่านมาตรการด้านภาษี การติดภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ มาตรการซองบุหรี่แบบเรียบ และการสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่
ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากความมุ่งมั่นในการวางสุขภาพของประชาชนไว้เหนือผลประโยชน์ทางการค้า
ดังนั้น การจัดให้มีห้องสูบบุหรี่ภายในอาคารสนามบิน จึงเป็นการถอยกลับไปสู่สภาพการเป็นแหล่งผลิตมลพิษทางอากาศทำร้ายสุขภาพประชาชน
การรักษามาตรฐานสนามบินปลอดบุหรี่ จึงไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่และลดภาระโรคจากยาสูบ
รายงานองค์การอนามัยโลกระบุว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากบุหรี่ 8.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เกิดจากบุหรี่มือสอง 1.3 ล้านคน
ในปี 2562 การสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พบว่าร้อยละ 70 ได้รับควันบุหรี่มือสอง ซึ่งสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก และรายงานภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย ปี 2562 พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากควันบุหรี่มือสองถึง 20,688 รายต่อปี และมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและความสูญเสียทางเศรษฐกิจในระดับสูง
แน่นอนว่า ผู้สูบบุหรี่ก็มีความต้องการและความสะดวกในการเดินทางที่ควรได้รับการคำนึงถึงเช่นกัน แต่ทางออกที่สมดุลควรเป็นการเพิ่มการสื่อสารข้อมูล การจัดบริการช่วยเลิกบุหรี่ หรือใช้ยาอม หรือหมากฝรั่งเลิกบุหรี่ทดแทนชั่วคราว มากกว่าการนำห้องสูบบุหรี่กลับเข้าสู่อาคารสนามบิน
องค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า สภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่ 100% โดยไม่มีห้องสูบบุหรี่หรือพื้นที่สูบบุหรี่ที่กำหนดไว้ เป็นมาตรการเดียวที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถคุ้มครองประชาชนจากควันบุหรี่มือสองได้อย่างมีประสิทธิผล
ข้อมูลจาก American Nonsmokers' Rights Foundation (ANRF) ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 ระบุว่า จากสนามบินที่มีปริมาณผู้โดยสารสูงสุด 35 อันดับแรกของสหรัฐอเมริกา มีถึง 32 แห่ง หรือร้อยละ 91.4 ที่กำหนดให้อาคารสนามบินเป็น “พื้นที่ปลอดบุหรี่ 100%” (100% smokefree indoor air policy)
และในจำนวนดังกล่าว 23 แห่งยังขยายมาตรการให้ครอบคลุมถึงการห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าภายในอาคารอีกด้วย
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า การคุ้มครองสิทธิในการได้รับอากาศสะอาดกำลังกลายเป็นมาตรฐานของสนามบินระดับนานาชาติ มากกว่าการจัดให้มีห้องสูบบุหรี่ภายในอาคาร (American Nonsmokers' Rights Foundation. Smoking Policies in the 35 Busiest U.S. Airports. Berkeley (CA): American Nonsmokers' Rights Foundation; 2026 Jan 1)
ในบริบทดังกล่าว การรักษามาตรฐานสนามบินปลอดบุหรี่ 100% ของประเทศไทยจึงมิใช่การดำเนินนโยบายที่เข้มงวดเกินความจำเป็นหรือเป็นการจำกัดเสรีภาพของผู้สูบบุหรี่
หากแต่เป็นการดำรงไว้ซึ่งหลักการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและมาตรฐานสาธารณสุขที่สอดคล้องกับแนวโน้มของประเทศที่มีระบบการบินชั้นนำของโลก และเป็นการยืนยันถึงสิทธิของผู้โดยสาร พนักงานและประชาชนทุกคนในการได้รับอากาศที่สะอาดและปลอดภัย
เมื่อสนามบินชั้นนำของโลกจำนวนมากกำลังยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสุขภาพด้วยการกำหนดให้อาคารสนามบินเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100%
ประเทศไทยจึงควรเดินหน้ารักษามาตรฐานดังกล่าวไว้บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ สิทธิในการได้รับอากาศสะอาด และความรับผิดชอบต่อสุขภาพของประชาชน มากกว่าการถอยกลับไปสู่มาตรการที่ไม่สามารถคุ้มครองทุกคนได้อย่างแท้จริง
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
1.คงไว้ซึ่งนโยบายอาคารสนามบินปลอดบุหรี่ 100% ขอให้คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ (คผยช.) และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งคณะรัฐมนตรียืนยันหลักการเดิม โดยไม่ปรับแก้ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพื่ออนุญาตให้มีห้องสูบบุหรี่ภายในอาคารสนามบิน เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าสามารถป้องกันการแพร่กระจายของควันบุหรี่และสารพิษได้อย่างสมบูรณ์
2.ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย ก่อนมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ ควรดำเนินการศึกษาวิจัยอย่างเป็นอิสระเกี่ยวกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในพื้นที่ Transit Area ผลกระทบต่อผู้โดยสาร บุคลากรสนามบินและประสิทธิผลของมาตรการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
3.สนับสนุนมาตรการช่วยเลิกบุหรี่ แทนการสร้างพื้นที่สูบบุหรี่ ควรเพิ่มการสื่อสารให้ผู้โดยสารรับทราบตำแหน่งพื้นที่สูบบุหรี่ภายนอกอาคาร
จัดให้มีบริการให้คำปรึกษาและข้อมูลการเลิกบุหรี่ รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่ที่ได้รับการรับรองตามหลักวิชาการ แทนการลงทุนสร้างห้องสูบบุหรี่ ซึ่งอาจส่งสารเชิงสัญลักษณ์ว่า การสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมที่ยังได้รับการสนับสนุนในพื้นที่สาธารณะ
การกำหนดนโยบายสาธารณะในวันนี้ มิได้ส่งผลเฉพาะต่อผู้โดยสารที่ใช้สนามบิน หากแต่สะท้อนค่านิยมของสังคมไทยว่าประเทศของเราจะเลือกยืนอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ สิทธิในการได้รับอากาศสะอาด และการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนหรือไม่
และควรตั้งอยู่บนคำถามว่า “อะไรเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคนส่วนใหญ่ในระยะยาว” มากกว่าคำถามว่า “อะไรสะดวกที่สุดในระยะสั้น” หากประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการลดการบริโภคยาสูบและการคุ้มครองคนรุ่นต่อไป
คณะนักวิชาการเห็นว่าการคงไว้ซึ่งสนามบินปลอดบุหรี่ 100% มิใช่การถอยห่างจากความสะดวก หากแต่เป็นการยืนยันว่าประเทศไทยยังคงเดินหน้าสู่อนาคตที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะของทุกคนอย่างเท่าเทียม ด้วยความรับผิดชอบ และความเคารพต่อสุขภาพของสังคมโดยรวม
อันเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการปกป้องสิทธิของประชาชนในการหายใจอากาศสะอาด และเป็นก้าวสำคัญสู่การลดการบริโภคยาสูบและการสร้างสังคมปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน





