ข่าวการใช้งบประมาณ 1,621 ล้านบาทของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมไปใช้ฝึกคนไทย 5 ล้านคนให้สามารถใช้ AI แบบโปรได้ โครงการนี้มีชื่อว่า TH-AI PASSPORT เป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะเรากำลังขาดแคลนกำลังคนด้านนี้
จึงเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากหลายวงการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคนไทยทั่วไปที่อาจจะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากโครงการนี้
แม้ว่าจะมีข้อสังเกตจากฝ่ายค้านด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งทางเจ้ากระทรวงจะต้องเคลียร์ให้เป็นที่ประจักษ์ไม่ให้เป็นจุดด่างพร้อยต่ออนาคต แต่ในที่นี้ผู้เขียนในฐานะผู้มีประสบการณ์ในการให้ทุนการฝึกอบรม AI สำหรับคนไทยหลายระดับ ตั้งแต่ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ผู้ประกอบการรายย่อย มัคคุเทศก์
ตลอดจนครูโรงเรียนบนที่สูง แกนนำชุมชน และบุคลากรพัฒนาชุมชนของรัฐและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงอยากให้ความเห็นและข้อเสนอแนะให้มีการดำเนินโครงการอย่างรอบคอบและเต็มประสิทธิภาพ
โครงการนี้ตั้งเป้าจำนวนผู้รับการฝึกอบรมถึง 5 ล้านคนซึ่งมีจำนวนมหาศาล การรีบจัดการจะทำให้คุณภาพของผลผลิตต่ำ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาการฝึกอบรมแบบเลกเชอร์แล้วก็เสร็จจะไม่เป็นผล ต้องมีห้องปฏิบัติการที่มีคอมพิวเตอร์ครบตามจำนวนผู้ฝึกอบรม ถ้าจะทำแบบโปรหรือแม้แต่จะสอนบนที่สูงก็ต้องเช่าคอมพิวเตอร์ขึ้นไปเพราะทำในมือถือได้จำกัด
ส่วนผู้รับการฝึกอบรมควรจัดเป็นกลุ่มเล็กที่มีความใจตรงกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การฝึกอบรมจะต้องมีการบ้านและผู้ฝึกอบรมจะต้องมาแก้และดูทีละคนถึงจะประสบผลสำเร็จ การฝึกต้องทำ 2-3 อาทิตย์ หรืออาทิตย์ละครั้งสองครั้งจะมีประโยชน์กว่าการฝึกรวดเดียวจบ
ข้อสำคัญผู้ฝึกอบรมจะต้องมีเรื่องที่อยากจะทำจึงจะสามารถที่จะไปต่อได้ด้วยตัวเอง หากมีการเอารางวัลมาให้ผู้ฝึกประชันกันตอนจบเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แต่จำนวน 5 ล้านคนต้องทยอยทำ ไม่จำเป็นต้องเสร็จในปีเดียว แต่มีเป้าหมายบุคลากรที่ชัดเจน และผู้เขียนขอเสนอแนะอื่น ๆ (ที่ให้ AI ช่วยคิดด้วย) ดังนี้
1.เราควรตระหนักว่าการทำให้ AI เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ใช้ AI เราจึงไม่ควรเริ่มจากการซื้อโปรแกรม หากซื้อแต่สิทธิการใช้งาน ประเทศไทยจะไม่เหลือองค์ความรู้หรือสินทรัพย์ดิจิทัลได้หลังจากโครงการสิ้นสุดลง เงินภาษีกลายเป็นเงินค่าเช่าไม่ใช่การลงทุน
แต่เราควรเริ่มจากการถามว่า ผลิตภาพของประเทศไทยมีความอ่อนแอตรงไหนมากที่สุด แล้วใช้งบไปแก้ปัญหานั้น นั่นคือหาเป้าหมายให้เจอก่อน ได้แก่ กลุ่มครู ผู้ประกอบการ SME และข้าราชการ
2.ไม่ต้องรีบใช้เงินให้หมดในหนึ่งปี แต่ควรมีแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน เพราะกระทรวงฯ คงไม่ฝึกแค่ปีเดียวจบอยู่แล้ว รวมทั้งมีการประเมินผล ดังนั้น จึงควรจัดตั้งคณะกรรมการกำกับและติดตามประเมินผลลัพธ์โดยให้มีผู้เชี่ยวชาญจากวงการศึกษา วงการธุรกิจ สมาคมวิชาชีพ
และถ้าจะให้มีความโปร่งใสและสุจริตใจก็ให้เชิญผู้แทนฝ่ายค้านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมาร่วมด้วย ซึ่งกรรมการชุดนี้ควรเป็นกรรมการที่อนุมัติเงินงวดด้วย ส่วนเรื่องแผนยุทธศาสตร์จะนำมากล่าวทีหลัง
ส่วนการวัดผล ควรวัดผลผลิตที่ผลการเรียนรู้ของบุคลากรไม่ใช่แค่จำนวนคนเข้ารับการฝึกอบรม และในระยะถัดมาควรมีการวัดผลลัพธ์ว่ารายได้เพิ่มขึ้นเท่าไร เวลาในการทำงานลดลงเท่าไร ต้นทุนลดลงเท่าไร
3.จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไว้ทำระบบส่วนกลาง (AI common) เช่น ระบบฐานข้อมูลเพื่อพัฒนา AI ภาษาไทย AI จะทำงานได้ดี ได้เก่ง ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลเป็นวัตถุดิบในการฝึก ประเทศไทยมีข้อมูลของของเราเอง แต่ยังไม่ได้ทำให้เป็นระบบ
ดังนั้น ควรจะเอาเงินส่วนหนึ่งมาให้กับองค์กรของรัฐที่ดูแลบิ๊กดาต้า มหาวิทยาลัยที่มีความสามารถทำระบบข้อมูลและพัฒนา Thai LLM โดยให้องค์กรเหล่านี้ทำข้อเสนอที่ชัดเจนมา ซึ่งเงินส่วนนี้น่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของงบประมาณ
ข้อมูลอาจประกอบด้วย ได้แก่ ฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษาไทย ข้อมูลภาครัฐ รวมทั้งฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ข้อมูลสุขภาพคนไทย ข้อมูลผู้สูงอายุ ข้อมูลการเกษตร/ ท่องเที่ยว มาเป็นฐานข้อมูลสาธารณะ เพราะอีก 10 ปี ข้างหน้าสิ่งที่จะมีค่าที่สุดไม่ใช่โปรแกรม AI แต่คือ “ข้อมูล”
สำหรับด้านยุทธศาสตร์ ขอเสนอแนะกลยุทธ์ดังต่อไปนี้คือ
ยุทธศาสตร์ที่ 1 Training the Trainers สร้าง“AI Master Trainers” ในสายอาชีพครู อาจารย์มหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน เจ้าหน้าที่เกษตรสาธารณสุข หอการค้า สภาอุตสาหกรรม แล้วคัดผู้ที่มีความสามารถสูงให้พัฒนาต่อยอดได้เรื่อยๆ และขยายผลต่อได้อีก
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ปฏิรูปบุคลากรภาครัฐ เพื่อฝึกข้าราชการให้ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยเน้นการเขียนรายงาน การสรุปเอกสาร และรายงานการประชุม การวิเคราะห์ข้อมูล การบริการประชาชนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 AI for SMEs เป็นส่วนที่สำคัญเพราะ SMEs คิดเป็นกว่าร้อยละ 90 ของธุรกิจไทยแต่ใช้ AI น้อยมาก หลักสูตรต้องครอบคลุมกลุ่มการผลิตสำคัญ เช่น กลุ่มค้าปลีก กลุ่มเกษตร กลุ่มท่องเที่ยว รวมไปถึงวิสาหกิจชุมชนด้วย
ยุทธศาสตร์ที่ 4 AI for Education สร้าง AI tutor ไม่ใช่แค่ AI Chatbot มาช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ไม่ใช่เฉพาะนักเรียน แต่สำหรับคนในทุกช่วงวัย
ยุทธศาสตร์ที่ 5 AI Sandbox จังหวัดนำร่อง เลือก 10 จังหวัดเช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต ระยอง เพื่อทดลอง AI Province ทั้งจังหวัด เป็นจังหวัดต้นแบบ
ยุทธศาสตร์ที่ 6 AI for Healthcare & Elderly ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย เราจึงควรฝึก อสม. พยาบาลผู้ดูแลผู้สูงอายุให้ใช้ AI ช่วยคัดกรองความเสี่ยงให้ความรู้สุขภาพ และติดตามผู้ป่วย
กระทรวงฯ ควรเปลี่ยนโครงการจาก “โครงการแจก AI ให้คนไทย” เป็น “โครงการเพิ่มผลิตภาพของประเทศด้วย AI” เพราะเป้าหมายของนโยบายสาธารณะที่ดีไม่ใช่การทำให้คนใช้เทคโนโลยีได้มากขึ้น
แต่คือ การทำให้ประเทศสร้างมูลค่าเพิ่ม รายได้ และขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น ใช้โอกาสนี้สร้างอธิปไตยด้านดิจิทัล อย่าทำผิดซ้ำซากแบบเดิม เช่น แท็บเล็ตของกระทรวงศึกษาธิการที่ทำให้คนไทยเป็นผู้บริโภคไม่ใช่ผู้สร้างเทคโนโลยี

