ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้) มีความแตกต่างจากเศรษฐกิจภาพรวมประเทศอย่างชัดเจน โดยเศรษฐกิจภูมิภาคในช่วงหลังค่อนข้างอ่อนแรงกว่าในภาพรวมของประเทศ
โดยเฉพาะด้านการบริโภคตามรายได้ภาคเกษตรที่อ่อนแอและภาระหนี้สูงที่ฉุดรั้ง สะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจภาคกลาง (ครอบคลุม 26 จังหวัด) ว่ามีบทบาทสำคัญมาก
เป็นที่ทราบกันดีว่า เศรษฐกิจภาคกลางมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าภาคอื่น โดยมีสัดส่วนถึง 73% ของประเทศ ในขณะที่ภาคเหนือภาคอีสานและภาคใต้มีสัดส่วนเพียง 8% 10% และ 9% ตามลำดับ (ขนาดเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค ณ ปี 2567)
บทความนี้คลี่ให้เห็นโครงสร้างและปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางว่ามีอะไรบ้าง มีขนาดมากน้อยเพียงไร และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงที่ผ่านมาโดยเปรียบเทียบกับภูมิภาค เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมเศรษฐกิจภาคกลางถึงมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่นโดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด
1.ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงมาต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงถึง 98% จากการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์สันดาป ไปจนถึงอุตสาหกรรม และบริการสมัยใหม่ เช่น Cloud Service
ขณะที่เศรษฐกิจภูมิภาคยังพึ่งพิงภาคเกษตรกรรมค่อนข้างมาก โดยมีการพึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมและบริการประมาณ 75%
นอกจากนี้ ภาคการผลิตส่วนใหญ่เน้นผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ปศุสัตว์ขั้นต้น แปรรูปเกษตรขั้นต้น) และสำหรับภาคบริการก็ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม (เช่น ร้านโชห่วย ร้านขายปุ๋ย ร้านซ่อมเครื่องจักรเกษตร) โดยเมื่อย้อนไปดูตั้งแต่ปี 2562 (ช่วงก่อนโควิด) โครงสร้างที่เห็นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย
2.ภาคกลางเป็นแม่เหล็กที่สำคัญในการดึงดูดการลงทุน โดยมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนมากกว่า 80% ของประเทศเพิ่มขึ้นถึง 3.5 เท่าจากช่วงก่อนโควิด จากโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม ทั้งระบบสาธารณูปโภคจำพวกน้ำ ไฟฟ้า
ตลอดจนด้านการขนส่งที่มีโครงข่ายถนน ทางด่วน ท่าเรือน้ำลึกและสนามบินนานาชาติ ซึ่งสะดวกต่อการนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกสินค้า ทำให้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้ามาต่อเนื่อง
ภาคกลางยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา สถาบันการศึกษาและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ โดยในปี 2568 ภาคกลางมีสัดส่วนมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 90% ของประเทศ เพิ่มจากประมาณ 80% ในปี 2562 โดยมูลค่าการออกบัตรภาคกลางสูงถึงเกือบ 1 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจสมัยใหม่ เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความเจริญในพื้นที่ได้อีกต่อไป
3.ภาคกลางมีพลังของมนุษย์เงินเดือน โดยเป็นภาคเดียวที่มีจำนวนแรงงานในระบบสูงกว่าแรงงานนอกระบบอย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 มีแรงงานในระบบสูงกว่าภาคอื่นถึง 6 เท่า จำนวนแรงงานในระบบภาคกลางเพิ่มขึ้นถึง 1.7 ล้านคน จากปี 2562 เพราะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและบริการ ในขณะที่ภาคอื่นทรงตัว
สิ่งที่น่าสนใจ คือ แรงงานในระบบของภาคกลางนั้นส่วนใหญ่กว่า 70 % เป็น “มนุษย์เงินเดือน” ที่มีรายได้ประจำ มีสวัสดิการ ซึ่งจะสามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้ง่ายกว่าเกษตรกรหรืออาชีพอิสระในภาคอื่นๆ เมื่อคนมีรายได้มั่นคงจะช่วยส่งเสริมกำลังซื้อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจพร้อมที่จะลงทุนต่อเนื่อง
4.แรงงานภาคกลางมีรายได้สูงกว่าภาคอื่นถึง 1.3-1.5 เท่า และขยายตัวเร่งขึ้นมากกว่าภาคอื่น แม้รายได้แรงงานมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นในทุกภาค แต่อัตราการเพิ่มของรายได้แรงงานในภาคกลางมากกว่าภาคอื่นๆ ภาคกลางโซน กทม. และปริมณฑล ยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักที่มีรายได้สูงที่สุด
เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ธุรกิจบริการมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งต้องการแรงงานทักษะสูง (Skilled Labor)
ทั้งยังได้รับอานิสงส์จาก เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดแถบอยุธยาและสระบุรี ซึ่งเน้นการผลิตในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนภาคเหนือและอีสานมีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน
โดยแรงงานส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในภาคบริการขนาดเล็กและการแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ภาคใต้ได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวส่งผลดีต่อแรงงานในภาคบริการ
จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า แรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางมีรากฐานสำคัญมาจากความเจริญ ซึ่งนำไปสู่ความต้องการแรงงานและระดับรายได้ที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ดังนั้น โจทย์สำคัญของการกระจายแรงส่งไปยังภูมิภาค จึงอยู่ที่การยกระดับและกระจายความเจริญให้ทั่วถึงและยั่งยืน โดยประเด็นชวนคิดที่สำคัญในการกระจายความเจริญของภูมิภาค เช่น
(1) การสร้างแรงจูงใจให้พื้นที่มีแรงดึงดูดเพียงพอจนการลงทุนตัดสินใจเลือก เพราะพื้นที่มีความพร้อม โดยมุ่งพัฒนาในมิติของระบบนิเวศโดยรวม (Total Ecosystem Incentive) ที่ช่วยลดต้นทุนตลอดห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการออกแบบสิทธิประโยชน์การลงทุนที่เหมาะสมเพื่อชดเชยต้นทุนการดำเนินงาน
การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น หนึ่งตัวอย่างของการกระจายความเจริญที่โดดเด่นที่สุดของจีน ยกระดับพื้นที่จากหมู่บ้านประมงเล็กๆ สู่การเป็นเมืองเทคโนโลยีระดับโลก สะท้อนบทบาทของการยกระดับความพร้อมของพื้นที่ควบคู่กับแรงจูงใจเชิงนโยบายในการดึงดูดการลงทุนอย่างยั่งยืน
(2) การคว้าโอกาสจาก “จุดแข็งเฉพาะภูมิภาค” เชื่อมกับกระแสเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาในประเทศเรา ภาคเหนือและภาคใต้มีการท่องเที่ยวและภาคบริการเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสรักสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเติบโตต่อเนื่อง
หากผู้ประกอบการและคนในพื้นที่สามารถปรับตัว นำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้า บริการ และประสบการณ์การท่องเที่ยว ก็จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายประโยชน์สู่ชุมชนได้มากขึ้น
ขณะที่ภาคอีสาน ยังมีโอกาสต่อยอดจากฐานภาคเกษตร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล ทั้งการพัฒนา smart farmer เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (data center) ที่เริ่มเข้ามาในพื้นที่
ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งการผลิตทางการเกษตรและกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน ให้คนในพื้นที่สามารถปรับตัวและแข่งขันไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ดีขึ้นในระยะยาว
บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด

