จากบทความฉบับก่อนหน้าของผู้เขียน (1 พ.ค.2569) ที่ได้พาสำรวจวิกฤตการณ์ในทะเลบอลติก ซึ่งเป็นประจักษ์พยานสำคัญว่าโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญใต้ผิวน้ำ (Critical Underwater Infrastructure - CUI)
ไม่ว่าจะเป็นสายเคเบิลใยแก้วนำแสงหรือท่อส่งพลังงาน ได้กลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์” ในการโจมตีรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Hybrid Warfare ไปแล้ว
สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นโจทย์ใหญ่ที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับ “ภูมิรัฐศาสตร์” “เทคโนโลยี 4.0” และ “หลักนิติธรรมสากล” เมื่อพื้นที่ใต้มหาสมุทรค่อย ๆ เปลี่ยนผันเป็นสนามรบที่มองไม่เห็นอันเกิดจากการแผ่ขยายของสองขั้วอำนาจภายใต้เกลียวคลื่น
ในอดีตการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ มักถูกจำกัดอยู่บนผิวน้ำผ่านเสรีภาพในการเดินเรือหรือการสร้างเกาะเทียมในทะเลจีนใต้ แต่ในปัจจุบันสงครามเย็นยุคใหม่ได้ขยายตัวลงสู่ก้นมหาสมุทร ในรูปแบบที่แอบแฝงและซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อขั้วอำนาจหนึ่งพยายามรักษาความเป็นเจ้าของและอิทธิพลเหนือโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระดับโลก ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นประสาทของระบบการเงินสากล
ขณะที่อีกขั้วอำนาจหนึ่งในเอเชียได้รุกคืบด้วยยุทธศาสตร์ “เส้นทางสายไหมทางดิจิทัล (Digital Maritime Silk Road)” โดยผ่านบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมเพื่อวางเครือข่ายเคเบิลของตนเอง เชื่อมต่อจากเอเชียไปสู่แอฟริกาและยุโรป
ความน่ากลัวของภัยคุกคามในยุคนี้ก็คือ การที่มหาอำนาจใช้เทคโนโลยีแฝง เช่น เซนเซอร์ตรวจจับที่ติดตั้งมากับโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน หรือการส่งโดรนใต้น้ำ (UUV) เข้าไปสอดแนมข้อมูลจากสายเคเบิลโดยที่รัฐเจ้าของพื้นที่ไม่สามารถตรวจพบได้โดยง่าย ซึ่งอาจถือเป็นการลดทอนอธิปไตยของรัฐในมิติใหม่ที่กฎหมายดั้งเดิมตามไม่ทัน
เมื่อกล่าวในบริบทของกฎหมาย แม้ว่าอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) จะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการวางสายเคเบิลและท่อใต้น้ำ (มาตรา 79 และ 112-115) แต่กลับมีช่องว่างทางกฎหมายอยู่อย่างมีนัยสำคัญเมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามสมัยใหม่
ประการแรกคือ ปัญหาการระบุตัวตน เมื่อเกิดการตัดสายเคเบิลในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) รัฐชายฝั่งส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำของรัฐใดรัฐหนึ่ง หรือเป็นเพียงอุบัติเหตุจากสมอเรือประมง ซึ่งในทางกฎหมายระหว่างประเทศการจะเอาผิดรัฐอื่นได้นั้นจำเป็นต้องมีหลักฐานการกระทำที่ชัดเจน (Clear Attribution)
ประการต่อมา นิยามของ “การโจมตี” ในปัจจุบันมักให้นิยามของการโจมตีในเชิงกายภาพที่ก่อให้เกิดความวินาศ แต่ในยุค 4.0 การจารกรรมข้อมูลผ่านสายเคเบิล (Data Interception) โดยที่สายเคเบิลไม่เสียหายทางกายภาพ กลับยังไม่มีบทบัญญัติควบคุมที่ชัดเจน
จากการที่ประเทศไทยอยู่ในชัยภูมิที่สำคัญทั้งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของเคเบิลใต้น้ำระดับภูมิภาค หน่วยงานหลักอย่างกองทัพเรือและศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้ยกระดับบทบาทและให้ความสำคัญในประเด็นความมั่นคงทางข้อมูลและพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ
อีกทั้ง ศรชล. ได้เร่งสร้างกลไกความร่วมมือกับภาคเอกชนผู้เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ เพราะในปัจจุบัน ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของสายเคเบิลมักเป็นความลับทางการค้า ทำให้การลาดตระเวนป้องกันของภาครัฐทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ในระดับอาเซียน ประเทศไทยโดยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมผลักดัน ASEAN Maritime Domain Awareness Center เพื่อแบ่งปันข้อมูลเรียลไทม์เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวใต้ทะเล เพราะภัยคุกคามต่อ CUI ในประเทศหนึ่งย่อมส่งผลกระทบเป็นโดมิโนต่อความมั่นคงดิจิทัลของทั้งภูมิภาค
จากมุมมองทางนิติเศรษฐศาสตร์ การสร้างอาเซียนให้เป็น “เขตปลอดภัยใต้น้ำ” (Underwater Zone of Peace) โดยให้ความคุ้มครองทางกฎหมายต่อ CUI มิได้เกี่ยวพันกับเรื่องความมั่นคงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของความมั่งคั่งของชาติด้วย
กล่าวคือในมุมของต้นทุนธุรกรรม หากกฎหมายระหว่างประเทศไม่มีกลไกการระงับข้อพิพาทที่ชัดเจน ภาคเอกชนจะแบกรับความเสี่ยงสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมการใช้โครงข่ายสื่อสารและราคาพลังงานสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะความเสียหายต่อสายเคเบิลเพียงจุดเดียวอาจทำให้ระบบธนาคารล่มก็เป็นได้ ซึ่งเป็นผลกระทบวงกว้างเกินกว่าที่บริษัทประกันภัยจะรับไหว
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาแรงจูงใจในการลงทุน การที่ไทยมีกฎหมายคุ้มครอง CUI ที่มีมาตรฐานสากล จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน Data Center และ Cloud Service จากต่างประเทศ เพราะเราสามารถสร้างความมั่นใจได้ว่า “เส้นเลือดใหญ่” ของข้อมูลของเขาจะไม่ถูกตัดขาดโดยง่าย
สำหรับประเทศไทย ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการพัฒนา “กฎหมายลำดับรอง” ภายใต้พระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ.2562 เพื่อกำหนด “เขตความปลอดภัยรอบโครงสร้างพื้นฐานใต้น้ำ” และการกำหนดโทษที่รุนแรงต่อการจารกรรมหรือทำลาย CUI โดยใช้หลักการ “Predictive Attribution” ที่นำ AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของเรือที่น่าสงสัยล่วงหน้า
บทสรุปสู่ยุทธศาสตร์เชิงรุกในยุคที่โลกใต้ทะเลกำลังสั่นสะเทือนด้วยการปะทะกันของมหาอำนาจและเทคโนโลยี ประเทศไทยต้องไม่เพียงแค่ตั้งรับต่อภัยคุกคาม แต่ต้องปฏิบัติการเชิงรุกในการร่วมกำหนดกติกาโลก สร้างนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจทั้งในตัวบทกฎหมายทะเล กลไกเศรษฐกิจดิจิทัล และความซับซ้อนของวิศวกรรมใต้น้ำ
เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะมีทั้งโล่ที่แข็งแกร่ง และดาบทางกฎหมายที่คมกริบเพียงพอในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติได้อย่างยั่งยืน

