วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2569

Login
Login

การป้องปรามใต้สมุทรในยุค 4.0 บทเรียนจากวิกฤติใต้ทะเลบอลติก

การป้องปรามใต้สมุทรในยุค 4.0 บทเรียนจากวิกฤติใต้ทะเลบอลติก

ในโลกที่ความมั่นคงไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนยุทโธปกรณ์บนพื้นดิน ภัยคุกคามรูปแบบใหม่กำลังซ่อนตัว ณ ระดับความลึกที่กฎหมายระหว่างประเทศยังเอื้อมไปไม่ถึงอย่างสมบูรณ์นัก

เหตุการณ์วินาศกรรมท่อก๊าซ Nord Stream (ปี 2565) และความเสียหายของสายเคเบิลใต้น้ำ Baltic connector (ปี 2566) ในทะเลบอลติก ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุทางวิศวกรรมทะเล หากแต่คือ “สัญญาณเตือนภัย” ถึงช่องว่างขนาดใหญ่ในบรรทัดฐานทางกฎหมายทะเล ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาที่มีผลประโยชน์ทางทะเลอย่างประเทศไทยไม่ควรมองข้าม

โครงสร้างพื้นฐานใต้น้ำที่สำคัญ หรือ Critical Underwater Infrastructure (CUI) ครอบคลุมสายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่ขนส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตกว่าร้อยละ 95 ของโลก ท่อส่งพลังงานข้ามชาติ และระบบวางสายไฟฟ้าใต้ทะเล สิ่งเหล่านี้คือ “ระบบประสาทและเส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 

ทว่าในทางยุทธศาสตร์ CUI กลับเป็นสิ่งที่นักวิชาการด้านความมั่นคงเรียกว่า Soft Target เป้าหมายที่โจมตีง่ายแต่ป้องกันยากที่สุด เพราะมันทอดยาวผ่านพื้นที่ซึ่งไม่มีรัฐใดเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ ไม่มีกองกำลังตั้งด่านอยู่ และไม่มีกล้องวงจรปิดใดที่จะบันทึกภาพได้

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ กรณีท่อก๊าซ Nord Stream 1 และ Nord Stream 2 ที่ถูกระเบิดจนแตกใน 4 จุดพร้อมกันในทะเลบอลติก มูลค่าความเสียหายประเมินว่าสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกรณี Baltic connector ซึ่งเป็นสายเคเบิลข้อมูลและท่อก๊าซระหว่างฟินแลนด์และเอสโตเนีย ถูกทำให้เสียหายโดยสมอเรือ

ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ เรามักยึดถือ United Nations Convention on the Law of the Sea (UNCLOS 1982) เป็นกรอบหลักของการกำกับดูแลพื้นที่ทางทะเล แต่วิกฤติในทะเลบอลติกเปิดเผยให้เห็นช่องว่างทางกฎหมายที่ควรพิจารณา

ประการแรก ปัญหาขอบเขตอำนาจในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) แม้รัฐชายฝั่งจะมีสิทธิเหนือทรัพยากรธรรมชาติในเขต EEZ ตามมาตรา 56 ของ UNCLOS แต่อำนาจในการ “ป้องกัน” หรือ “จับกุมผู้ต้องสงสัยก่อวินาศกรรม” สายเคเบิลของรัฐอื่นในพื้นที่เดียวกันยังคงมีความคลุมเครือ 

ประการที่สอง ปัญหาการระบุตัวตน (Attribution Problem) การพิสูจน์ในชั้นศาลว่าความเสียหายเกิดจาก “สมอเรือที่ลากผ่านโดยประมาท” หรือ “การจงใจก่อวินาศกรรมโดยรัฐ” เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในสภาพแวดล้อมมืดมิดใต้ทะเลลึก นี่คือช่องว่างที่อาจเกิดขึ้นใน Grey Zone Warfare

ประการที่สาม การตีความแนวคิดประเด็น State Responsibility ในกรณีนี้ กลไกเยียวยาตามกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศก็ยังไม่สามารถให้คำตอบที่เป็นรูปธรรมได้ในเวลาอันรวดเร็ว บทเรียนจากทะเลบอลติกชี้ให้เห็นชัดว่าการป้องปราม (Deterrence) แบบดั้งเดิมที่เน้นการป้องปรามด้วยกำลังทหารใช้ไม่ได้ผลกับภัยคุกคามใต้น้ำ 

รัฐบาลนอร์ดิกและ NATO จึงหันมาใช้กรอบยุทธศาสตร์สองชั้นที่น่าสนใจ ชั้นแรกคือ Deterrence by Denial การทำให้การโจมตีไม่คุ้มค่าด้วยเทคโนโลยี Underwater Domain Awareness (UDA) ซึ่งรวมถึงโดรนใต้น้ำ (Unmanned Underwater Vehicles: UUV), ระบบไฮโดรโฟนตรวจจับเสียงใต้น้ำ,

และ AI วิเคราะห์ความผิดปกติแบบ Real-time หากโครงสร้างพื้นฐานใต้น้ำถูกปกป้องและสอดส่องอยู่ตลอดเวลาต้นทุนการโจมตีก็สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ชั้นที่สองคือ Legal-Strategic Fusion กล่าวคือ การผนวกรวมกลไกกฎหมายเข้ากับการตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ เมื่อเกิดเหตุ การตอบโต้ไม่ได้มาในรูปของอาวุธ แต่มาในรูปของการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังพัฒนาแนวปฏิบัติร่วมกันระหว่างสมาชิก

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณากรณีศึกษาจากทะเลบอลติก หากจะย้อนพิจารณาพื้นที่อ่าวไทยและบทบาทของไทยในโลก CUI ประเทศไทยมีลักษณะภูมิศาสตร์ที่มีความคล้ายคลึงกับทะเลบอลติกในหลายมิติ

ทั้งในแง่ที่เป็นทะเลกึ่งปิด มีน้ำไม่ลึกมาก และมีสายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศตัดผ่านจำนวนมากในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งส่งผลต่อทั้งการสื่อสารและการพาณิชย์ของภูมิภาคโดยตรง

ประเทศไทยอาจต้องเร่งทบทวนพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจจำเพาะของราชอาณาจักรไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้อำนาจแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ ติดตาม และดำเนินการทางกฎหมายต่อภัยคุกคาม CUI ในเขตอำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศแนวทางที่สอง 

การสร้างความร่วมมือรัฐ-เอกชน ภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของสายเคเบิลและท่อส่งพลังงานอาจต้องถูกดึงเข้ามาในระบบแจ้งเตือนภัยอัตโนมัติ การแบ่งปันข้อมูลความผิดปกติ และการวางแผนฟื้นฟูในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งสิ่งนี้ต้องอาศัยกรอบกฎหมายและสัญญาใหม่ที่ยังไม่มีอยู่

นอกเหนือจากนั้นการเป็นผู้นำสร้างบรรทัดฐานในอาเซียน ไทยมีศักยภาพและตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เหมาะสมในการเป็นตัวกลางผลักดันให้อาเซียนสร้างกรอบ Norms ร่วมกันสำหรับการคุ้มครอง CUI ในภูมิภาค หากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ขึ้นในอนาคต

การมี “สัญญาสุภาพบุรุษ” ระดับภูมิภาคที่ประกาศว่า CUI คือ “เขตห้ามโจมตี” อาจเป็นด่านแรกที่ลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ 

นอกจากสามแนวทางข้างต้น ในระดับเวทีระหว่างประเทศ การพัฒนา “CUI Protection Protocol” ที่เป็นอนุสัญญาเสริมของ UNCLOS โดยเฉพาะกำหนดให้รัฐต่าง ๆ มีพันธกรณีในการแจ้งเส้นทางและขอบเขตของ CUI ในน่านน้ำตน และสร้างกลไกตรวจสอบร่วมที่มีผลผูกพัน ซึ่งคล้ายกับแนวทางที่ใช้ในอนุสัญญาเคมีและนิวเคลียร์

ประการที่สองคือการพัฒนาระบบ “Predictive Attribution” โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลการเดินเรือ (AIS), ข้อมูลใต้น้ำ และข้อมูลข่าวกรอง เพื่อประเมินความเสี่ยงการโจมตีล่วงหน้า ก่อนเกิดความเสียหาย แนวคิดนี้ท้าทายกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศอย่างมาก เพราะหมายถึงการดำเนินการก่อนที่ความผิดจะเกิดขึ้น แต่ก็อาจเป็นทิศทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคที่ภัยคุกคามเคลื่อนเร็วกว่ากระบวนการยุติธรรม

บทเรียนจากทะเลบอลติกอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นภาพสะท้อนความจริงที่ว่า “อำนาจอธิปไตยใต้สมุทร” ในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันที่ขอบเขตบนแผนที่หรือจำนวนเรือรบในกองทัพ แต่อยู่ที่ขีดความสามารถในการมองเห็น ระบุตัวตนและบังคับใช้กฎหมาย

ภายใต้ผิวน้ำที่นิ่งสงบแต่แฝงด้วยอันตรายซ่อนเร้น สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ ความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ “สมอเรือที่ลากพาดสายเคเบิล” จะกลายเป็นวิกฤติของเราเอง