ดังที่ทราบกันแล้วว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ เงิน 200,000 ล้านบาทเพื่อใช้ในการเยียวยาให้ประชาชนประมาณ 30 ล้านคน คนละ 4,000 บาท
และการเติมเงินสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยอีก 13.4 ล้านคน (รวมเป็นเงินทั้งสิ้นเกือบ 174,000 ล้านบาท) สำหรับอีก 200,000 ล้านบาทนั้น จะถูกนำไปใช้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด และการปรับปรุงผลิตภาพของแรงงานไทย เป็นต้น
เงินเพื่อเยียวยาให้กับประชาชน 200,000 ล้านบาทนั้น จะสามารถกระจายออกไปได้อย่างรวดเร็วในไตรมาส 3 ของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงตามฤดูกาล (ช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาจากต่างประเทศน้อยลง และเป็นฤดูฝน)
แต่เงินอีก 200,000 ล้านบาทจะต้องใช้กับโครงการที่จะถูกนำเสนอโดยหน่วยงานของรัฐ และกลั่นกรองโดยคณะกรรมการที่ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ซึ่งการอนุมัติโครงการที่คงจะมีจำนวนนับร้อยโครงการ จะต้องใช้เวลาหลายเดือน เม็ดเงินจึงคงจะค่อยๆ ทยอยออกมาในปลายปีนี้และปีหน้า
อีกประเด็นหนึ่งคือเงิน 400,000 ล้านบาทนั้น คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2% ของจีดีพี ซึ่งเป็นมูลค่าที่ค่อนข้างจะน้อยมาก เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ใช้และการขาดดุลงบประมาณในช่วงที่ประเทศเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 และเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อในปีนี้จะสูงถึง 3% (แปลว่า เงิน 400,000 ล้านบาท จะมีกำลังซื้อลดลงไป 3% คือ 12,000 ล้านบาท)
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยนำเข้าพลังงานมูลค่าเท่ากับ 1.3 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว (เมื่อน้ำมันดิบ Brent ราคาเฉลี่ย 72 เหรียญ) แต่ในปีนี้ น้ำมันดิบ Brent น่าจะราคาเฉลี่ยทั้งปี 92 เหรียญต่อบาร์เรล (ถ้าโชคดี) แปลว่า มูลค่าการนำเข้า (คือเงินที่จะต้องจ่ายให้กับต่างประเทศและเป็นการลดจีดีพีของไทย)
น่าจะเท่ากับประมาณ 1.67 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 370,000 ล้านบาท ดังนั้น พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท จึงไม่ใช่เงินที่มากนัก เมื่อเทียบกับปัญหาพลังงานที่ประเทศไทยต้องเผชิญในปี 2026 นี้
ครั้งที่แล้วผมเขียนสรุปไปว่า รัฐบาลไทยมีศักยภาพทางการคลังที่จำกัดมาก เพราะหากดูอย่างลึกซึ้งในรายละเอียดแล้ว หนี้สาธารณะจริงของประเทศไทย (ที่ร่วมหนี้ที่แฝงอยู่ หรือ quasi fiscal debt นั้น) มีจำนวนที่สูงใกล้เคียงหรือเกิน 70% ของจีดีพีไปแล้ว ซึ่งรัฐบาลก็คงจะตระหนักเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงได้นำเสนองบประมาณปี 2570 ที่ชัดเจนว่าพยายามรักษาวินัยทางการคลัง
เมื่อเทียบกับปีงบประมาณปัจจุบัน (2569) งบประมาณปี 2570 จะลดน้ำหนักและกำลังซื้อของรัฐบาลในเศรษฐกิจไทย ซึ่งการวัดกำลังซื้อของรัฐบาลในเศรษฐกิจนั้นประเมินได้จาก 2 ส่วนเป็นหลักคือ
1.งบประมาณปี 2570 ที่จะนำเสนอนั้น รายจ่ายเท่ากับ 3.788 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2569 เพียง 8,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.21% ซึ่งเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ปี 2569 ถึง 2570 ที่ประมาณ 2% หรือมากกว่า ก็แปลว่า กำลังซื้อจริงของบประมาณปี 2570 ที่จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569 น่าจะน้อยกว่าปีงบประมาณ 2569 ปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
2.ตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่ง คือ มูลค่าการขาดดุลงบประมาณเมื่อเทียบกับจีดีพี ยิ่งขาดดุลมาก ก็แปลว่ารัฐบาลจะกู้เงิน (เอากำลังซื้อในอนาคต) มากระตุ้นเศรษฐกิจในวันนี้ ซึ่งปีงบประมาณ 2570 นั้นงบประมาณจะขาดดุล 780,000 ล้านบาท หรือเกือบ 4% ของจีดีพี ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นตัวเลขที่สูงมาก แต่เป็นการขาดดุลที่ต่ำกว่างบประมาณปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะขาดดุล 860,000 ล้านบาท (4.4% ของจีดีพี)
กล่าวคือ งบปี 2570 นั้นกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยกว่างบปี 2569 ประมาณ 80,000 ล้านบาท ดังนั้น หากวิกฤติพลังงานโลกยืดเยื้อออกไป ทำให้ราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับสูงไปถึงปีหน้า ก็จะมีความเสี่ยงว่า งบประมาณและแรงกระตุ้นจากภาครัฐจะแผ่วลงและไม่เพียงพอที่จะพยุงเศรษฐกิจไทยในปี 2570
กล่าวคือ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทนั้น จะเพียงพอสำหรับการรับมือกับวิกฤติที่ยืดเยื้อไปถึงปลายปีนี้หรือ ยาวนานกว่านั้นหรือไม่ คำตอบคือ นอกจากจำนวนเงินแล้ว อีกประเด็นที่สำคัญคือ เงินควรจะต้องถูกนำไปใช้ให้คุ้มค่าที่สุดในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ต้องนำเข้า และเปลี่ยนเป็นการพัฒนาการผลิตพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานจากแสงอาทิตย์ เป็นต้น
แต่ปรากฏว่าในส่วนนี้ เรามีแต่แนวคิดกว้างๆ ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนและขาดรายละเอียดที่สำคัญ เช่น การส่งเสริมให้ซื้อรถไฟฟ้านั้นจะมีประโยชน์ไม่มากนัก หากประเทศยังต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติมาผลิตไฟฟ้า
นอกจากนั้น การติดตั้งแผงโซลาร์ทั้งภาคการผลิตและครัวเรือนนั้น คงจะต้องมีลงทุนอีกนับหมื่นล้านเพื่อรองรับการพัฒนาปรับปรุงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (power grid) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราต้องการที่จะให้มีเอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้ากันเองได้ (direct private power purchase agreement หรือ Direct PPA)
โดยร่วมใช้โครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (third party access) ที่ปัจจุบันเป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต โดยไม่ควรจำกัดเฉพาะสำหรับผู้ที่มาสร้างเดต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่ควรเปิดโอกาสให้กับทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟสะอาด
และที่ยังไม่ชัดเจนคือ การปรับระบบโลจิสติกส์ เพื่อพึ่งพาการขนส่งทางราง (rail) ให้มากขึ้น และใช้รถบรรทุกให้น้อยลง ซึ่งจะประหยัดการใช้น้ำมันดีเซลเป็นต้น

