วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม 2569

Login
Login

คลังเคาะแผนก่อหนี้เพิ่ม 2 แสนล้าน ชง ครม. 12 พ.ค.นี้ คาดสิ้นปีงบ หนี้สาธารณะแตะ 69%

คลังเคาะแผนก่อหนี้เพิ่ม 2 แสนล้าน ชง ครม. 12 พ.ค.นี้ คาดสิ้นปีงบ หนี้สาธารณะแตะ 69%

“เอกนิติ” เห็นชอบแผนก่อหนี้ใหม่เพิ่ม 2 แสนล้าน จ่อชง ครม. ปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะ รองรับใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน แจกคนละครึ่งพลัส-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดันหนี้สาธารณะสิ้นปีงบประมาณแตะ 69%

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 การประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้ข้อสรุปเรื่องแผนการก่อหนี้เพิ่มเติมจากการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติพลังงาน และเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยจะนำเสนอแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ปรับปรุงครั้งที่ 2 ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติในวันที่ 12 พ.ค.69 นี้ โดยแผนก่อหนี้ใหม่นี้จะมีการเพิ่มวงเงินกู้อีกจำนวน 200,000 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การเพิ่มแผนก่อหนี้ใหม่จำนวน 2 แสนล้านบาทในครั้งนี้ จะไม่ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเกินเพดานที่กำหนดไว้ โดยคาดการณ์ว่าตัวเลขสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณนี้จะอยู่ที่ระดับประมาณ 69% ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP 

แหล่งข่าว ให้รายละเอียดว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะไม่ทะลุเพดาน เป็นเพราะการอัดฉีดเม็ดเงินกู้เข้าสู่ระบบจะช่วยดันให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ ในการคำนวณฐานของสัดส่วนหนี้สาธารณะ จะใช้ตัวเลข Nominal GDP ซึ่งประเมินจากตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Real GDP) ที่ 1.8% บวกเข้ากับอัตราเงินเฟ้อ (Inflation) อีกประมาณ 1.5% ทำให้ภาพรวมของ Nominal GDP ขยายตัวอยู่ที่ระดับกว่า 3% จึงเป็นฐานขนาดใหญ่ที่เข้ามาช่วยพยุงสัดส่วนหนี้เอาไว้

สำหรับยอดหนี้สาธารณะคงค้างล่าสุด ณ สิ้นเดือนมี.ค.2569 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 12.59 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.09% ของ GDP

ด้านยุทธศาสตร์การระดมทุน กระทรวงการคลังจะไม่ใช้วิธีกู้เงินก้อนใหญ่เต็มจำนวนในคราวเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการออกพันธบัตรล็อตใหญ่เข้าสู่ตลาด แต่จะเน้นกู้เงินระยะสั้นผ่านการออกตั๋วเงินคลัง (T-bill) เป็นล็อตๆ ตามแผนความต้องการใช้จ่ายเงินจริง เช่น รอบละ 4 เดือน แล้วจึงจะดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้เป็นระยะยาวในภายหลัง 

ทั้งนี้ โครงการที่ต้องใช้เงินกู้จะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรอง และเสนอให้ ครม. เห็นชอบก่อนจึงจะเริ่มกู้ได้

โดยขั้นตอนหลังจากนี้ เมื่อ พ.ร.ก.กู้เงิน มีผลบังคับใช้ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กระทรวงการคลังจะเสนอแผนบริหารหนี้สาธารณะที่ปรับปรุงใหม่นี้ต่อ ครม.ได้ในวันที่ 12 พ.ค.69

หลังจากผ่านความเห็นชอบแล้ว จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของสภา และจะเปิดทางหน่วยงานสามารถเสนอโครงการต่างๆ เข้ามาให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พิจารณาอนุมัติ ก่อนเสนอ ครม.เห็นชอบต่อไป

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์