วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

วันนี้ (6 พฤศจิกายน 2569) เวลา 15.35 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังท่าวาสุกรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา, สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี โดยเสด็จในการนี้ด้วย

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

 

ครั้นเสด็จพระราชดำเนินถึงท่าวาสุกรี กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ประธานศาลฎีกา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

จากนั้น ทรงพระดำเนินไปยังสะพานฉนวนประจำท่าเทียบเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ โดยมีองคมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้บัญชาการขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูลพระกรุณารายงานจำนวนเรือพระราชพิธีและกำลังพล

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จลงประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ โดยเสด็จลงผ่านเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จลงประทับเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ พร้อมด้วยเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี

ในการนี้ นายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ตีกรับ กำลังพลฝีพายถวายบังคม ผู้ควบคุมเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานจำนวนกำลังพลฝีพายประจำเรือพระที่นั่ง

เมื่อพร้อมแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เคลื่อนขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ออกจากท่าวาสุกรี เพื่อเข้าริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารค กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงมาร์ชธงชัยเฉลิมพล ชาวเจ้าพนักงานประโคมกระทั่ง มโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ และกลองชนะประจำเรือพระราชพิธี ประโคมขึ้นพร้อมกัน

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

 

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ กองทัพเรือ สำนักพระราชวัง และกรมศิลปากร ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ร่วมกันดำเนินการซ่อมแซมเรือพระราชพิธี ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค รวมถึงการเตรียมความพร้อมในส่วนอื่น ๆ เพื่อให้การจัดพระราชพิธีฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จัดตามรูปแบบโบราณราชประเพณีทุกประการ โดยรูปขบวนฯ จัด 5 ริ้ว 3 สาย ความยาว 1,280 เมตร กว้าง 90 เมตร มีเรือพระราชพิธี จำนวน 52 ลำ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่ง 4 ลำ, เรือรูปสัตว์ 8 ลำ, เรือคู่ชัก 2 ลำ, เรือพิฆาต 2 ลำ, เรือประตูหน้า 2 ลำ, เรือกลอง 2 ลำ, เรือแซง 7 ลำ, เรือตำรวจ 3 ลำ และเรือดั้ง 22 ลำ ใช้กำลังพลรวม 2,300 นาย

  • ริ้วสายกลาง มีเรืออีเหลือง หรือ เรือกลองนอก อยู่ด้านหน้าสุด ตามด้วย เรือตำรวจ (นอก) เรือตำรวจ (ใน) เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ซึ่งเป็นเรือประดิษฐานบุษบกเชิญผ้าพระกฐิน เรือแตงโม หรือ เรือกลองใน เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ซึ่งเป็นเรือพระที่นั่งทรง เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เป็นเรือพระที่นั่งรอง เรือตำรวจ (กรมวัง) ปิดท้ายด้วยเรือแซง
  • ริ้วสายใน 2 ริ้ว ขนาบข้างริ้วสายกลาง เป็นคู่ มีเรือทองขวานฟ้า และเรือทองบ้าบิ่น เป็นเรือประตูหน้า ตามด้วย เรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์ เป็นเรือพิฆาต ต่อจากนั้น เป็นเรือรูปสัตว์ 8 ลำจำนวน 4 คู่ ประกอบด้วย เรืออสุรวายุภักษ์, เรืออสุรปักษี, เรือกระบี่ปราบเมืองมาร, เรือกระบี่ราญรอนราพณ์, เรือพาลีรั้งทวีป, เรือสุครีพครองเมือง, เรือครุฑเหินเห็จ, เรือครุตเตร็จไตรจักร และปิดท้ายริ้วสายใน ด้วยเรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง เป็นเรือคู่ชัก
  • และริ้วสายนอก 2 ริ้ว แต่ละริ้ว ประกอบด้วย เรือดั้ง 11 ลำ และเรือแซง 3 ลำ

ตลอดระยะทางที่เสด็จพระราชดำเนิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนไปตามชลวิถีท้องน้ำเจ้าพระยา พนักงานเห่ ทำการเห่เรือ ด้วยกาพย์เห่เรือเฉลิมพระเกียรติฯ ประกอบด้วย บทสรรเสริญพระบารมี, บทเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี, บทชมเรือ และบทบุญกฐิน 3 ทำนอง คือ ช้าละวะเห่ เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ เป็นการให้สัญญาณเริ่มต้นการเคลื่อนขบวนเรือไปพร้อม ๆ กันอย่างช้า ๆ ตามด้วย มูลเห่ เป็นท่วงทำนองที่สนุกสนาน ใช้ประกอบการพาย เพื่อพาขบวนเรือล่องไปตามท้องน้ำเจ้าพระยา และสวะเห่ เป็นการเห่เมื่อใกล้จะถึงที่หมาย มีการใช้เสียงสั้นยาวให้เหมาะแก่สถานการณ์ นับว่าเป็นการเห่ที่ยากที่สุด แต่แสดงถึงความสง่างามของขบวนเรือพระราชพิธีอย่างงดงาม โดยมีผู้ให้สัญญาณกรับจากเรือพระที่นั่ง และเสียงเส้ากระทุ้งให้เข้าจังหวะการพายจากเรือดั้ง และเรือรูปสัตว์

  • เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งชั้นสูงสุด เป็นลำทรงของพระมหากษัตริย์ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โขนหัวเรือเป็นรูปหงส์ ลงรักปิดทองประดับกระจกมีพู่จามรีห้อย ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ลำเรือภายนอกทาสีดำ ท้องเรือภายในทาสีแดง ตอนกลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญาหรือทอดบัลลังก์บุษบกสำหรับเป็นที่ประทับ ทั้งนี้ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ได้รับรางวัลยกย่องให้เป็นเรือมรดกโลก จากองค์การเรือโลก (WORLD SHIP TRUST) แห่งสหราชอาณาจักร เมื่อพุทธศักราช 2535
  • เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช โขนหัวเรือเป็น “พญาอนันตนาคราช” หรือนาค 7 เศียร ลำเรือภายนอกทาสีเขียว ท้องเรือภายในทาสีแดง
  • เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ โขนหัวเรือเชิดเรียว จำหลักและปิดทองเป็นรูปพญานาคจำนวนมาก โดย “อเนก” หมายถึง จำนวนมาก และ “ชาติภุชงค์” หมายถึง พญานาค ลำเรือภายนอกทาสีชมพู ท้องเรือภายในทาสีแดง เดิมเป็นเรือพระที่นั่งสำหรับเปลื้องพระมหามงกุฎหรือพระชฎามหากฐินก่อนพระมหากษัตริย์จะเสด็จขึ้นบก คือ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์จะเทียบท่าเป็นพลับพลาก่อน แล้วให้เรือพระที่นั่งลำทรงได้เทียบต่อ
  • และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 จัดสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษกของรัชกาลที่ 9 เพื่อเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี พุทธศักราช 2539 โดยนำโขนหัวเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณที่สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 มาเป็นต้นแบบ โขนหัวเรือทำจากไม้สักทองลงรักปิดทองประดับกระจก จำหลักรูปพระนารายณ์ 4 กร ทรงเทพศาสตรา ตรี คฑา จักร สังข์ ทรงเครื่องภูษิตาภรณ์และมงกุฎยอดชัย ทรงยืนบนหลังพญาครุฑ

การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีวิวัฒนาการมาจากการจัดขบวนทัพเรือในยามที่ว่างจากศึกสงคราม เพื่อเป็นการฝึกซ้อมเรียกระดมพล โดยกองเรือเหล่านั้นจะถูกตกแต่งอย่างสวยงาม มีการประโคมดนตรีไปในขบวนเรือ เพื่อสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ไพร่พลในกองทัพ โดยมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและสืบทอดต่อกันมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นริ้วขบวนเรือพระราชพิธี ที่จัดขึ้นสำหรับพระมหากษัตริย์ ในการเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ และในพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายถวายผ้าพระกฐิน

ทั้งนี้ ในการเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีมาตั้งแต่คราวตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี เมื่อปีพุทธศักราช 2325 โดยมีหลักฐานปรากฏในพงศาวดารหลายฉบับ กล่าวไว้ตรงกันว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ข้ามฟากจากพระราชวังกรุงธนบุรี มา ณ ฝั่งฟากตะวันออกเสด็จขึ้นฉนวนหน้าพระบรมมหาราชวัง ประทับพระราชยาน มีตำรวจหลวงแห่นำและตามเสด็จพระราชดำเนิน สู่พระราชนิเวศน์มณเฑียรสถาน ทรงประกอบการพระราชพิธีปราบดาภิเษก เป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้งในรัชกาลต่อ ๆ มา พระมหากษัตริย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ ซึ่งตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2475 ที่มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 150 ปี หลังจากนั้นไม่ได้มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จนถึงปีพุทธศักราช 2500 รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ฟื้นฟูขบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้นมาใหม่ ในโอกาสที่ทางราชการจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษขึ้น โดยจัดให้มีขบวนเรือพระราชพิธีอัญเชิญพระพุทธรูป พระไตรปิฏก และพระสงฆ์แห่ไปตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา การเฉลิมฉลองครั้งนั้น เรียกชื่องานว่า “งานพุทธพยุหยาตรา ทางชลมารค”

  • ในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคตั้งแต่ปี 2500 ถึงปี 2555 รวม 17 ครั้ง
  • ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562 เป็นการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เส้นทางขบวน จากท่าวาสุกรีถึงท่าราชวรดิฐ ครั้งที่สอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ประจำปีพุทธศักราช 2567 โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และครั้งนี้ เป็นครั้งที่สาม

เวลา 16.47 น. เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เข้าเทียบสะพานฉนวนน้ำ หน้าพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เจ้าพนักงานพระราชพิธี เชิญผ้าพระกฐินจากบุษบกเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ไปรอทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม

เมื่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เข้าเทียบท่าฉนวนน้ำ หน้าพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามเรียบร้อยแล้ว นายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ตีกรับ กำลังพลฝีพายถวายบังคม แตรเดี่ยว (เรือแตงโม) เป่าเพลงคำนับพร้อมกัน

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จขึ้นท่าฉนวนน้ำ หน้าพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม

ต่อจากนั้น เสด็จเข้าพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผ้าไตรจากเจ้าพนักงานศุภรัต ทรงวางผ้าไตรเหนือพานแว่นฟ้า ซึ่งตั้งอยู่หน้าอาสน์สงฆ์ใกล้เจ้าอาวาส ทรงจุดธูปเทียนนมัสการบูชา พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 2 ทรงหยิบผ้าห่มสำหรับพระประธานพระอุโบสถที่วางอยู่บนผ้าไตร พระราชทานแก่เจ้าพนักงานภูษามาลา

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหยิบผ้าไตรที่พานแว่นฟ้าพาดระหว่างพระกร แล้วประนมพระหัตถ์ ผินพระพักตร์สู่พระประธานพระอุโบสถ ทรงว่า “นะโม ตัสสะฯ” จบ 3 หนแล้ว ผินพระพักตร์สู่ที่ชุมนุมสงฆ์ ทรงกล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน จากนั้น ทรงวางผ้าไตรไว้บนพานแว่นฟ้าที่เดิม แล้วทรงประเคนผ้าไตรและเทียนปาฏิโมกข์ แด่พระสงฆ์รูปที่ 2

เมื่อพระสงฆ์ผู้ครองผ้าพระกฐิน ออกไปครองผ้าพระกฐินเสร็จแล้ว และกลับมานั่งยังอาสน์สงฆ์ที่เดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระดำเนินไปทรงประเคนเครื่องบริวารพระกฐินถวายแด่พระสงฆ์ผู้ครองผ้าพระกฐิน

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก

ในโอกาสนี้ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินบำรุงวัดอรุณราชวราราม เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานของที่ระลึก

วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อแรกเริ่มชื่อ “วัดมะกอก” และเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดมะกอกนอก” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดแจ้ง” เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 ชื่อ “วัดแจ้ง” มาจากชื่อที่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชทานหลังจากทรงยกทัพกลับจากทรงกอบกู้กรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง เป็นเวลารุ่งอรุณที่หน้าวัดแห่งนี้

ในการนี้ เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ถวายพระพุทธรูปหลวงพ่อแจ้ง ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว, เหรียญหลวงพ่อแจ้ง ตะกรุดหน้าผากเสือ พระพิมลธรรม และเขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ถวายเหรียญหลวงพ่อแจ้ง และเขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา, สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และมอบเหรียญหลวงพ่อแจ้ง แก่เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี

ทั้งนี้ ในรัชสมัยรัชกาลที่ 1 มีพระราชกระแสให้บูรณปฏิสังขรณ์ “วัดแจ้ง” ทั้งวัด แต่เสด็จสวรรคตก่อน จึงแล้วเสร็จเพียงกุฏิสงฆ์ ส่วนพระอุโบสถ กับพระวิหาร แล้วเสร็จในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 และพระราชทานชื่อใหม่ว่า “วัดอรุณราชธาราม” ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 มีพระราชกระแสให้เสริมพระปรางค์ให้ใหญ่และสูงขึ้น เพื่อสนองพระราชดำริรัชกาลที่ 2 ที่มีพระราชประสงค์ให้พระปรางค์วัดอรุณราชธารามเป็นพระมหาธาตุสำหรับพระนคร และในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 “วัดอรุณราชธาราม” ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์หลายรายการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 2 มาบรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถด้วย เมื่อการบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ พระราชทานชื่อวัดใหม่ ว่า “วัดอรุณราชวราราม”

ต่อจากนั้น เสด็จออกชานหน้าพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยบูชาพระพุทธนฤมิตร พระพุทธรูปฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

จากนั้น ทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตร “นิทรรศการพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม มหาธาตุ อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สู่มรดกโลก” ซึ่งจัดแสดงประวัติการสร้างพระปรางค์, พระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริย์ ตลอดจนการบูรณปฏิสังขรณ์และการดูแลรักษาพระอารามสืบต่อกันมา พร้อมนำเสนอคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานเสนอพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

นอกจากนี้ ยังนำเสนอประวัติพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค รวมถึงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 48 พรรษา เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนมีส่วนร่วมสืบสานและอนุรักษ์สมบัติอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป

โอกาสนี้ ทรงพระดำเนินไปยังพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงวางพุ่มดอกไม้และทรงจุดเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทั้งนี้ วัดอรุณราชวราราม มีบทบาทสำคัญทั้งด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม การเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งจัดกิจกรรมให้พุทธศาสนิกชน ได้ร่วมบำเพ็ญกุศลในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา รวมถึงประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ และการเทศน์มหาชาติเฉลิมพระเกียรติ อันเป็นการสืบทอดหลักธรรมและประเพณีอันดีงามให้ดำรงอยู่ในสังคมไทย ด้านการดูแลรักษาพระอาราม จัดกิจกรรมจิตอาสาทำความสะอาดพระปรางค์และพื้นที่โดยรอบ ภายใต้โครงการ “เรารักษ์พระปรางค์” เปิดโอกาสให้พระภิกษุ สามเณร และประชาชน มีส่วนร่วมดูแลศาสนสถาน และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม