สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา" แห่งที่ 29 เนื่องในโอกาสครบ 20 ปี โครงการกำลังใจฯ ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง จังหวัดปทุมธานี
วันนี้ (1 พ.ย. 69) เวลา 16.30 นาฬิกา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยัง ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ทรงเปิดโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา" แห่งที่ 29 เนื่องในโอกาสครบ 20 ปี โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา" ของโครงการกำลังใจฯ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระดำริให้จัดตั้ง "โครงการกำลังใจ" ขึ้น เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขัง ผู้ถูกคุมประพฤติ และกลุ่มเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด เพื่อสร้างกำลังใจและโอกาสให้แก่ผู้ที่ก้าวพลาดในชีวิต เมื่อพ้นโทษให้สามารถกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ มี กระทรวงยุติธรรม เป็นหน่วยงานรับสนองพระดำริ ร่วมกับคณะกรรมการกองทุนกำลังใจในพระดำริฯ ในการดำเนินการช่วยเหลือในมิติต่างๆ ทั้งการพัฒนาความคิด จิตใจ การศึกษา การฝึกวิชาชีพ รวมถึงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยและการดูแลภายหลังพ้นโทษ เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ โดยได้รับพระกรุณาธิคุณ เสด็จไปทรงเปิดโครงการกำลังใจในพระดำริฯ ในเรือนจำและทัณฑสถานแล้ว 28 แห่ง
โอกาสนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดกิจกรรม ผ่านจอ LED ดังนี้ ร้าน "INSPIRE By Princess" เป็นร้านกาแฟบริเวณหน้าทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง มุมปลูกกฎหมายใส่ปัญญาและมุมราชทัณฑ์ปันโอกาสสร้างอาชีพ ภายในห้องสมุด
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงนำแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด ที่ได้ทรงริเริ่มและทรงมีส่วนร่วมในการผลักดัน จนกระทั่งได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานสากล คือ “ข้อกำหนดกรุงเทพฯ” (The Bangkok Rules) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง
ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง จังหวัดปทุมธานี เป็นเรือนจำหญิง ควบคุมผู้ต้องขังคดียาเสพติด ปัจจุบัน มีผู้ต้องขังจำนวน 745 ราย ได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง เพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมทั้งฝึกอบรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อาทิ
- ห้องแม่และเด็ก สำหรับดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ รวมถึงเด็กติดผู้ต้องขัง
- ห้องฝึกวิชาชีพนวดแผนไทย มีการฝึกอบรมหลักสูตรนวดแผนไทย เมื่อจบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรหรือเกียรติบัตรผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพ จากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี
อกจากนี้ ส่งเสริมให้ผู้ต้องขังหญิง ฝึกอาชีพตามความต้องการของตลาดแรงงาน และคำนึงถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ, ภาคเอกชน, อาจารย์จิตอาสา เข้าไปอบรมให้ความรู้ เช่น ถักโครเชต์ งานสม็อค งานผ้า เบเกอรี่ การชงกาแฟ เครื่องสังฆภัณฑ์ งานเสริมสวย ศาสตร์พยากรณ์
- มีสถานประกอบการ จ้างงานผู้ต้องขัง และรับผู้พ้นโทษเข้าไปทำงาน เป็นการสร้างโอกาสช่วยให้ผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ มีรายได้สุจริต มีงานทำ มีทุนชีวิตในการเริ่มต้นใหม่ และได้รับการยอมรับจากสังคม ช่วยลดโอกาสที่ผู้พ้นโทษจะหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ เช่น การตัดยางชิ้นส่วนอะไหล่ในรถยนต์ และการประกอบชิ้นส่วนทองรูปพรรณ
- มีศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ หรือ ศูนย์แคร์ (CARE) รวบรวมข้อมูลตำแหน่งงานว่างจากบริษัทหรือสถานประกอบการที่เปิดโอกาสรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน รวมถึงทำหน้าที่เป็นคลังข้อมูลผู้ต้องขังที่มีทักษะฝีมือ ทั้งประสานงานเกี่ยวกับทุนประกอบอาชีพ ทุนการศึกษา และค่าพาหนะเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มีพระดำรัสให้กองทุนกำลังใจในพระดำริฯ จัดสรร "เงินทุนพระราชทาน" เพื่อเสริมสร้าง "คนต้นแบบ" ภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริฯ ช่วยเหลือผู้พ้นโทษได้ประกอบสัมมาอาชีพ ซึ่งตั้งแต่ปี 2564 ถึงปี 2569 ได้จัดสรรเงินทุนพระราชทาน รวมจำนวน 4,455,000 บาท
ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ ได้พระราชทานถุงของเยี่ยม แก่ผู้แทนผู้ต้องขังสูงอายุ จำนวน 4 ราย และทอดพระเนตรมุมสุขภาพราชทัณฑ์ปันสุข
ตลอดระยะเวลา 20 ปี โครงการกำลังใจในพระดำริฯ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน "การคืนคนดีสู่สังคม" ที่มุ่งช่วยผู้ต้องขัง และผู้พ้นโทษกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ผ่านการพัฒนาพฤตินิสัย การฝึกอาชีพ และการสร้างโอกาสในการทำงาน โดยมี ผู้พ้นโทษ "คนต้นแบบ" (พร้อมเปิดเผยตนเอง) จำนวน 478 คน, เกิดเครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อน (เครือข่ายผู้พ้นโทษ) 1 เครือข่าย, มีเครือข่ายภาคเอกชนมากกว่า 300 แห่งพร้อมให้โอกาสผู้พ้นโทษ, เกิดคนต้นแบบ (Best Practice) ที่กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน นำไปต่อยอดและขยายผล มากกว่า 20 ต้นแบบ , และการมีงานทำหลังพ้นโทษ คิดเป็นร้อยละ 73.69 มีงานทำภายใน 6 เดือน ผ่านระบบ Job Matching ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาทักษะอาชีพและการสร้างโอกาสใหม่อย่างเป็นรูปธรรม







