วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม 2569

Login
Login

Westminster College Bangkok ติดอาวุธเด็กไทยด้วยทักษะที่ AI แทนไม่ได้ 


Westminster College Bangkok จับมือ 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคนโยบายการศึกษา ภาคมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และผู้ปกครอง เปิดเวทีเสวนาถอดรหัสอนาคตการศึกษาไทยในยุค AI

เวทีเสวนาได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง Set Zero แต่ต้องออกแบบใหม่” โดยเสนอแนวทางพัฒนาผู้เรียนผ่านการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเปิดตัว Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเตรียมผู้เรียนสู่มหาวิทยาลัยและตลาดแรงงานแห่งอนาคต

ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม การสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงธุรกิจ ระบบการศึกษาทั่วโลกก็เริ่มเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน

เพราะสิ่งที่นายจ้างต้องการในวันนี้ ไม่ใช่เพียงผู้ที่ทำข้อสอบได้คะแนนสูง แต่คือคนที่สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ทำงานร่วมกับผู้อื่น และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดชีวิต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เด็กจะใช้ AI เป็นหรือไม่” แต่คือ “ระบบการศึกษาไทยกำลังเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกที่ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริงแล้วหรือยัง”

คำถามนี้กลายเป็นหัวใจของเวทีเสวนา “ผู้ปกครองไทยพร้อมหรือยัง? ระบบการศึกษาไทยกำลังถูก Disrupt ถึงเวลา Set Zero การศึกษาไทยหรือไม่” ซึ่งจัดโดย Westminster College Bangkok

Westminster College Bangkok ติดอาวุธเด็กไทยด้วยทักษะที่ AI แทนไม่ได้ 


โดยเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเด็กไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยน ทั้งภาคนโยบายการศึกษา ภาคมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจในฐานะนายจ้าง และภาคผู้ปกครอง

แม้ทุกคนจะมองจากคนละแง่มุม แต่กลับได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง “เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด (Set Zero)” แต่ต้องออกแบบใหม่ ให้ทันโลก

จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย: ไม่ใช่การรื้อทิ้ง แต่คือการออกแบบใหม่

นายตรีณัฐ ใจยะสาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสท์มินส์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล กรุ๊ป และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Westminster College Bangkok เปิดเผยมุมมองว่า การศึกษาไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ นี่เป็นเวลาที่ผู้ปกครอง นักการศึกษา และภาคธุรกิจต้องร่วมกันทบทวนว่า วิธีการเรียนรู้แบบเดิมยังตอบโจทย์โลกอนาคตหรือไม่

Westminster College Bangkok ติดอาวุธเด็กไทยด้วยทักษะที่ AI แทนไม่ได้ 


เพราะโลกกำลังเปลี่ยนเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่หลายห้องเรียนยังใช้วิธีการสอนและการวัดผลแบบเดียวกับเมื่อหลายสิบปีก่อน ขณะที่ตลาดแรงงานเปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือกคนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ในอดีต การศึกษาอาจให้ความสำคัญกับการจดจำข้อมูล แต่วันนี้ AI สามารถค้นหาและประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์ สิ่งที่ทำให้คนแตกต่างกันจึงไม่ใช่ว่าจำอะไรได้มากแค่ไหน แต่คือสามารถคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ และนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในโลกจริงได้หรือไม่

“แน่นอนว่าการศึกษาไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การรื้อทิ้ง แต่เป็นการเพิ่มและออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ที่ AI เข้ามาเป็นศูนย์กลาง เพราะวันนี้ทั้งการศึกษาและอาชีพล้วนหมุนรอบ AI

Westminster College Bangkok จึงเชื่อว่าคำถามสำคัญ ไม่ใช่การหาว่าหลักสูตรไหนดีที่สุด แต่คือการหาหลักสูตรที่เหมาะที่สุดกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน” นายตรีณัฐ กล่าว

มุมมองนี้ได้รับการยืนยันจากฟากนโยบาย ซึ่งชี้ว่าแรงกดดันของโลกยุคใหม่ทำให้กลไกการศึกษาแบบเดิมปรับตัวตามไม่ทัน

ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ อธิบายว่า กฎหมายและหลักสูตรการศึกษาใช้เวลาปรับปรุงแต่ละครั้งเป็นสิบปี ขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงทุกวินาที ทางออกจึงไม่ใช่การไล่ตามเนื้อหา แต่คือการเปลี่ยน “กระบวนการเรียนรู้”

พระราชบัญญัติการศึกษาเปลี่ยนครั้งหนึ่งใช้เวลาเป็นสิบปี ขณะที่โลกและเทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวินาที สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเปิดกว้างและเรียนรู้ตลอดชีวิต

เพราะเราไม่สามารถทำนายได้ว่าอาชีพในอนาคตคืออะไร สิ่งที่ควรวางให้เด็กจึงเป็นวิธีคิดและกระบวนการแก้ปัญหาที่จะติดตัวเขาไปในโลกที่ไม่แน่นอน

จาก “คะแนนสอบ” สู่ “ความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง”

ข้อมูลจากองค์กรระดับโลกหลายแห่งสะท้อนตรงกันว่า ทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดในทศวรรษหน้า ได้แก่ Critical Thinking, Problem Solving, Creativity, Communication, Collaboration และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด ที่มากกว่านั้น ในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐาน สิ่งที่ทำให้ผู้เรียนแตกต่างกันกลับไม่ใช่ตัวเครื่องมือ แต่เป็นวิธีที่แต่ละคนเลือกนำมันมาใช้

Westminster College Bangkok ติดอาวุธเด็กไทยด้วยทักษะที่ AI แทนไม่ได้ 


รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ ประกอบผล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้สะท้อนในมุมของภาคมหาวิทยาลัยว่า วิธีที่ผู้เรียนเลือกใช้ AI คือสิ่งที่กำลังแบ่งเด็กออกจากกัน

กลุ่มหนึ่งใช้ AI ทำงานส่งโดยไม่เข้าใจ และอีกกลุ่มใช้ AI เป็นเครื่องมือตรวจสอบและต่อยอดความคิดของตัวเอง ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่พื้นฐานการคิดที่แน่นพอจะรู้ว่าคำตอบที่ AI ให้มานั้นถูกหรือผิด

ความแตกต่างระหว่าง “รู้” กับ “ทำเป็น” นี้ ยังนำไปสู่การตั้งคำถามต่อการใช้เกรดเป็นตัวตัดสินคุณค่าของผู้เรียน โดยมองว่าเป้าหมายของการศึกษาต้องขยับจากการผลิตเด็กที่ “เก่งทำโจทย์” ไปสู่เด็กที่ “ลงมือทำเป็น”

“เราต้องสอนเด็กให้ทำเป็น ไม่ใช่สอนให้เก่งทำโจทย์ เพราะถ้าเก่งแค่ทำโจทย์ AI ก็ทำแทนได้ เกรดเป็นเพียงเครื่องบอกว่าเด็กผ่านอะไรมา แต่ไม่ได้บอกว่าเขาเก่ง สิ่งที่มหาวิทยาลัยและสถานประกอบการต้องการคือสมรรถนะที่ทำได้จริง” รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ กล่าวเสริม

ขณะที่เสียงจากภาคธุรกิจในฐานะปลายทางตลาดแรงงาน ก็เห็นไปในทางเดียวกัน นายอรรฆรัตน์ นิติพน หรือ “ก้อง” ผู้ก่อตั้งและผู้ดำเนินรายการอายุน้อยร้อยล้าน สะท้อนว่าปัญหาของเด็กจบใหม่จำนวนมากไม่ใช่การขาดความรู้ แต่ขาดความสามารถในการแปลงความรู้ให้เป็นผลลัพธ์ และการรับผิดชอบต่อผลงานของตนเอง

Westminster College Bangkok ติดอาวุธเด็กไทยด้วยทักษะที่ AI แทนไม่ได้ 


“เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากบอกว่าถาม AI มาแล้ว แต่ AI ไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ คนต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ สิ่งที่นายจ้างมองหาจึงไม่ใช่คะแนน แต่คือคนที่นำความรู้ไปสร้างผลลัพธ์ได้ มีความเป็นเจ้าของงาน และพร้อมรับฟีดแบ็กเพื่อพัฒนางานของตัวเอง” นายอรรฆรัตน์ ระบุ

เมื่อโจทย์ของทั้งสามภาคส่วนบรรจบกันที่คำว่า “ทำเป็น” Westminster College Bangkok จึงนำ Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma คุณวุฒิระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากสหราชอาณาจักร มาเปิดสอนในประเทศไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้เรียนที่ต้องการพัฒนาศักยภาพผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มากกว่าการเรียนเพื่อสอบเพียงอย่างเดียว

นายตรีณัฐ ให้ข้อมูลว่า หลักสูตร BTEC ใช้แนวทาง Applied Learning และ Project-Based Learning ผู้เรียนจะได้ทำโครงงาน วิจัย วิเคราะห์ และสร้างผลงานจริง เพื่อนำไปต่อยอดเป็น Portfolio สำหรับสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ภายใต้สายการเรียนอย่าง Business, Engineering และ Engineering & Design โดยแต่ละวิชามีการวัดผลงานที่ผู้เรียนได้สร้างขึ้นจริง พร้อมมีการพัฒนาทักษะสำคัญที่ตลาดแรงงานยุค AI ต้องการ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอ อย่างครบถ้วน

Westminster College Bangkok ติดอาวุธเด็กไทยด้วยทักษะที่ AI แทนไม่ได้ 


เรียนจบใน 1 ปี แต่ไม่ใช่ “ทางลัด”

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ การเรียนจบภายในหนึ่งปีจะเร็วเกินไปหรือไม่ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Westminster College Bangkok ชี้แจงว่า การจบใน 1 ปีไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือย่นเนื้อหาวิชา แต่เป็นการออกแบบหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานของ Pearson สหราชอาณาจักร

ผู้เรียนทุกคนยังต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์เดียวกับผู้เรียนในต่างประเทศที่ศึกษาในหลักสูตรเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนวณผ่านเวลาเรียนจริง

“การเรียนจบใน 1 ปี ไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือย่นเนื้อหา แต่เป็นการออกแบบให้มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อเราลองคำนวณเวลาเรียนจริง ๆ ในระดับมัธยมปลาย โดยหักช่วงสอบและกิจกรรมที่ไม่ใช่วิชาแกนหลักออก จะพบว่าเนื้อหาหลักใช้เวลาราว หนึ่งพันห้าร้อยชั่วโมง ซึ่งไม่จำเป็นต้องกระจายไปถึงสามปีเสมอไป หากเด็กมีความพร้อมและศักยภาพเพียงพอ” นายตรีณัฐ กล่าวย้ำ

คุณวุฒิ Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma มีความเทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ของประเทศไทย สามารถใช้ยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อผ่านระบบ TCAS ตามหลักเกณฑ์ที่ ทปอ. กำหนด รวมถึงได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา 

ปัจจุบัน ผู้เรียนของ Westminster College Bangkok สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ SIIT มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รวมถึงมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศทั่วโลก 

Westminster College Bangkok ติดอาวุธเด็กไทยด้วยทักษะที่ AI แทนไม่ได้ 


การศึกษาแห่งอนาคต ไม่ใช่ One Size Fits All

นายตรีณัฐ ย้ำว่าในอนาคต เด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องเดินบนเส้นทางเดียวกัน เพราะโลกต้องการคนที่มีความสามารถหลากหลายมากกว่าคนที่มีคำตอบเหมือนกัน และเป้าหมายของ Westminster ไม่ได้อยู่ที่การเร่งให้เด็กจบเร็ว แต่อยู่ที่การช่วยให้เด็กค้นพบเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับหัวใจที่ผู้ปกครองและบทบาทของครอบครัวที่เดินเคียงข้างเด็กในการค้นหาเส้นทางของตนเอง

นางสาวรุ่งนภา แก้วไทรหาญ หรือ “แอนนี่ บรู๊ค” ตัวแทนผู้ปกครอง มองว่าการศึกษาที่ดีไม่ได้วัดกันที่การไปได้ไกลกว่าคนอื่น แต่วัดกันที่การพาเด็กไปได้ไกลที่สุดเท่าที่ตัวเขามีศักยภาพ

“พ่อแม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง คอยชี้ทางด้วยการบอกข้อดีข้อเสียของแต่ละเส้นทาง ไม่ใช่สั่งให้เขาเดินทางใดทางหนึ่ง เพราะช่วงเวลาที่เราได้อยู่ข้างลูกคือเวลาทองที่ย้อนกลับมาไม่ได้” แอนนี่ บรู๊ค กล่าว

ท้ายที่สุด แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากเพียงใด แต่สิ่งที่ทำให้การเรียนรู้ยังมีความหมาย คือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน “เด็กอาจลืมคำตอบของ AI แต่จะไม่ลืมแรงบันดาลใจที่ครูสร้างให้ AI เข้าใจข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่ AI ไม่เข้าใจความสงสัยที่อยู่ในแววตาเด็ก” รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ กล่าวเสริม

สอดรับกับบทสรุปของ Westminster College Bangkok ที่มองว่า บทบาทของการศึกษาในยุค AI คือการสร้างสิ่งที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้

“บทบาทของโรงเรียนในยุค AI ไม่ใช่การสอนให้เด็กจดจำข้อมูลที่ค้นหาได้ในไม่กี่วินาที แต่คือการสร้างทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ได้ ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ จริยธรรม และความเข้าใจมนุษย์

ในโลกที่ AI รู้คำตอบเกือบทุกอย่าง การศึกษาที่ดีจึงไม่ใช่การสอนให้เด็กจำคำตอบ แต่ต้องสอนให้เด็กกล้าตั้งคำถาม คิดเป็น และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคม” นายตรีณัฐ กล่าวสรุปในตอนท้าย