"เอกนิติ"ลั่นรัฐบาลดันนโยบายปีแห่งการลงทุนต่อเนื่องแม้สัดส่วนเม็ดเงินลงทุนในงบประมาณลดลง เร่งดันเม็ดเงิน FDI แตะ 1 ล้านล้านบาท ชู "Thailand Fast Pass" เร่งลงทุนได้จริง พร้อมดึงเม็ดเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ 2.7 แสนล้านลงระบบเศรษฐกิจ
KEY POINTS
- นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจริง (FDI) ผ่านโครงการ "Thailand FastPass" ให้ได้ 9 แสนล้าน ถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
- กำหนดเงื่อนไขให้นักลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมต้องลงเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้
- มุ่งเน้นโครงการ "Skill Bridge" เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่
วันนี้ (4 ก.ค.) ที่รร.รอยัลริเวอร์ ในงานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติครบรอบ 29 ปี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลยังคงผลักดันนโยบายสำคัญที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 จะมีสัดส่วนงบลงทุนลดลงแต่รัฐบาลสามารถเพิ่มการลงทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนผ่านการขับเคลื่อนการลงทุนนอกงบประมาณ เช่น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) และการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อลดภาระการกู้เงินของภาครัฐโดยตรง
นายเอกนิติกล่าวว่าในฐานะประธานบอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันเม็ดเงินลงทุนจริง (FDI) ใน "โครงการ Thailand FastPass" ให้ได้ประมาณ 9 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านบาทเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดันเศรษฐกิจไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ
ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านโดยกำหนดให้ Thailand FastPass กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นโครงการ Skill Bridge หรือสะพานเชื่อมทักษะ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทยรองรับอุตสาหกรรมใหม่
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อจำกัดของเรื่องงบประมาณที่มีการจัดสรรงบลงทุนต่ำกว่าเดิม เนื่องมาจากในปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีอยู่อย่างจำกัด และสัดส่วนงบลงทุนที่ดูน้อยลงเกิดจากการปรับปรุงความโปร่งใส ที่สำคัญสาเหตุที่เห็นว่างบลงทุนในปีนี้ดูน้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นเพราะรัฐบาลยกระดับความโปร่งใส
โดยการเปิดเผยค่าใช้จ่ายประจำที่เคยถูกหมกเม็ดไว้ให้ชัดเจน ส่งผลให้สัดส่วนงบประจำสูงขึ้นและงบลงทุนดูน้อยลงในเชิงตัวเลขแต่ก็สามารถเพิ่มการลงทุนให้เพิ่มขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจะเข้าไปขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป





