วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

เตือน 9 จังหวัดภาคใต้ ฝนตกหนัก 7-11 พ.ย. นี้ ตั้งรับเต็มรูปแบบ

มรสุมถล่มภาคใต้! มท.3 สั่งระดมเครื่องจักร ปภ. ตั้งรับฝนตกหนัก 9 จังหวัด 7-11 พ.ย. นี้ พร้อมเร่งดันระบบประกันภัยพิบัติ เยียวยาประชาชนทันที

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) เดินหน้าเชิงรุกนำทีมบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนในพื้นที่ภาคใต้ ชูนโยบายเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมอย่างเข้มข้น ควบคู่การขับเคลื่อนระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ หวังเยียวยาพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม ย้ำจุดยืนการทำงานเชิงรุก “น้ำเข้าประตูบ้าน 10,000 บาท ประชาชนต้องได้” โดยไม่ต้องกังวลเรื่องระดับน้ำ พร้อมสั่งการเตรียมแผนรองรับวิกฤตภัยแล้งลุยต่อทันทีหลังจบมรสุม

วันนี้ (5 พ.ย. 69) ณ ห้องประชุมศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 11 สุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปเป็นประธานในการประชุมเตรียมการรับสถานการณ์อุทกภัยและการขับเคลื่อนระบบประกันภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้ โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบการประชุม ณ ห้องประชุมร่วมกับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Hybrid Meeting) เพื่อเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคใต้เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที

การประชุมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงและหัวหน้าส่วนราชการสำคัญเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี, นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 11 สุราษฎร์ธานี, เขต 12 สงขลา, และเขต 18 ภูเก็ต ตลอดจนหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี, ชุมพร, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, กระบี่ และสงขลา พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

มท.3 ถ่ายทอดความห่วงใยจากนายกรัฐมนตรี เดินหน้าเฝ้าระวังมรสุมภาคใต้

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ขณะนี้พื้นที่ภาคใต้ได้ก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุมอย่างเต็มตัว ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มเผชิญกับสภาวะฝนตกหนัก สะสม และเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก รวมถึงน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชุมพรซึ่งยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในอีกหลายจังหวัดของภาคใต้ยังคงต้องเฝ้าระวังระดับน้ำและสภาวะอากาศอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังได้ระบุถึงข้อห่วงใยจากท่านนายกรัฐมนตรี ที่มีความห่วงใยต่อสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เป็นพิเศษ โดยเน้นย้ำให้กระทรวงมหาดไทยและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเร่งรัดการให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยไม่ล่าช้า

ไม่เพียงแต่การรับมือกับปัญหาน้ำท่วมเท่านั้น นายเจเศรษฐ์ยังได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมรับมือกับ "สถานการณ์ภัยแล้ง" ควบคู่กันไป เนื่องจากตามคาดการณ์ทางอุตุนิยมวิทยา หลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤตอุทกภัยในฤดูมรสุมนี้ไปแล้ว พื้นที่ภาคใต้จะเข้าสู่สภาวะภัยแล้งในทันที ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำและการวางแผนกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้

เปิดพิกัดพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก 7-11 พ.ย. สั่งระดมเครื่องจักรกล-ศูนย์พักพิงพรู้อมดูแลกลุ่มเปราะบาง

จากการคาดการณ์สภาพอากาศในพื้นที่ภาคใต้ พบว่าโครงสร้างสภาพอากาศจะมีความผันผวนและมีฝนตกหนักเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยสามารถแบ่งช่วงเวลาเฝ้าระวังออกเป็น 2 ช่วงสำคัญ ได้แก่

  1. ช่วงวันที่ 7 - 11 พฤศจิกายน 2569 พื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะเริ่มมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
  2. ช่วงวันที่ 9 - 11 พฤศจิกายน 2569 หย่อมความกดอากาศต่ำและมรสุมจะเคลื่อนตัวครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส รวมถึงพัทลุง และสงขลา

เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มสถานการณ์ดังกล่าว กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ดำเนินการระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัย เช่น เครื่องสูบน้ำระยะไกล รถปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัย เรือท้องแบน และเครื่องมือช่างต่าง ๆ เข้าไปประจำจุดเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้พร้อมสำหรับการเข้าสนับสนุนการเผชิญเหตุได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

พร้อมกันนี้ ได้มีการจัดเตรียม "ศูนย์พักพิงชั่วคราว" ที่มีความพร้อมทั้งด้านสถานที่ อุปโภคบริโภค และระบบสุขอนามัย เพื่อรองรับการอพยพของพี่น้องประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างปลอดภัย โดยนายเจเศรษฐ์ ได้กำชับเป็นพิเศษว่า "การเข้าช่วยเหลือและการอพยพจะต้องให้ความสำคัญสูงสุดแก่กลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยติดเตียงเป็นลำดับแรก" เพื่อลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชน

ขับเคลื่อนระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ สั่งตัดขั้นตอนยุ่งยาก ย้ำ “น้ำเข้าบ้าน 10,000 บาท ต้องได้”

หนึ่งในวาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการขับเคลื่อน ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริงในระดับพื้นที่ โดยนายเจเศรษฐ์ ได้มอบหมายให้ ปภ.จังหวัด ทำหน้าที่เป็น "หน่วยงานหลัก" ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติและการขอรับการเยียวยาจากระบบประกันภัยพิบัติไปยังระดับอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ข้อสั่งการสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนระบบประกันภัยพิบัติ ประกอบด้วย

  • กระจายข้อมูลข่าวสารเชิงรุก จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่กระจายข้อมูลความรู้ ขั้นตอนการแจ้งเคลมประกัน เอกสารประกอบคำขอ และวิธีติดตามสถานะผ่านระบบออนไลน์ ให้ครอบคลุมทุกตำบล หมู่บ้าน และชุมชน
  • เข้าถึงกลุ่มที่ไม่ใช้สมาร์ทโฟน/ออนไลน์ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการอำนวยความสะดวกและดูแลกลุ่มประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบออนไลน์ เพื่อไม่ให้เกิดการตกหล่นหรือเสียสิทธิ์
  • บูรณาการข้อมูลภาครัฐเป็นระบบเดียว ให้ ปภ. ทำงานร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และ อปท. ในการออกสำรวจบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อเตรียมข้อมูลการช่วยเหลือในการเคลมประกันภัย โดยยึดหลัก "ความรวดเร็ว แม่นยำ และเป็นระบบเดียวกัน"

“ให้ ปภ. ร่วมกับ สถ. โดยเฉพาะ อปท. สำรวจบ้านเรือนประชาชน เพื่อเตรียมพร้อมการช่วยเหลือประชาชนในการเคลมประกัน ยึดหลักความรวดเร็ว และบูรณาการข้อมูลร่วมกันให้ครอบคลุมทั่วถึงและเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐที่เป็นระบบเดียวกัน และขอย้ำว่า 'น้ำเข้าประตูบ้าน 10,000 บาท ประชาชนต้องได้' ไม่ว่าน้ำจะสูงหรือต่ำ ความเสียหายให้พิสูจน์ตามความจริง เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับสิทธิและค่าสินไหมทดแทนอย่างเป็นธรรม พร้อมกันนี้ ขอให้ทุกภาคส่วนบูรณาการการใช้งานทรัพยากรต่าง ๆ เครื่องจักรกลสาธารณภัยที่มีอยู่ให้สามารถใช้งานในการให้ความช่วยดหลือและลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด” นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (มท.3) กล่าวเน้นย้ำ

รวมพลังทุกภาคส่วน ใช้ทรัพยากรเต็มศักยภาพ - เตือนประชาชนติดตามข่าวใกล้ชิด

ในช่วงท้ายของการประชุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำถึงการบูรณาการเครื่องจักรกลสาธารณภัยและบุคลากรของทุกภาครัฐ เอกชน และมูลนิธิเครือข่าย เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด ลดผลกระทบและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

พร้อมกันนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยตามรายชื่อจังหวัดข้างต้น ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและการแจ้งเตือนภัยจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เมื่อมีการแจ้งเตือนอพยพ และเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้นเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว