วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

'ฝีดาษวานร' ระบาดไม่แผ่ว ป่วยสะสม 470 ราย ย้ำมีตุ่มอย่าอาย รีบตรวจ

กรมควบคุมโรค เตือน "ฝีดาษวานร" ยังระบาดต่อเนื่อง ไทยป่วยสะสม 470 ราย ย้ำหากมีผื่นตุ่มผิดปกติอย่าอาย รีบพบแพทย์ตรวจ PCR รู้ผลชัวร์

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศเตือนสถานการณ์ "โรคฝีดาษวานร" (Mpox) หลังพบรายงานการแพร่ระบาดต่อเนื่องทั้งในระดับโลกและประเทศไทย เน้นย้ำประชาชนหากมีผื่น ตุ่มน้ำใส หรือตุ่มหนองผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก อย่ากังวลหรือรู้สึกอาย ให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ (PCR) ทันที ยืนยันบุคลากรทางการแพทย์พร้อมดูแลด้วยความเข้าใจและรักษาความลับของผู้ป่วยอย่างเข้มงวด

สถานการณ์โรคฝีดาษวานร สถิติผู้ติดเชื้อทั่วโลกและในประเทศไทย

วันนี้ (3 พ.ย. 69) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคฝีดาษวานรว่า ปัจจุบันโรคนี้นับเป็นภัยสุขภาพที่ยังคงมีการแพร่กระจายเชื้อในหลายภูมิภาคทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

จากข้อมูลรายงานของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ฉบับวันที่ 14 กันยายน 2569 ระบุสถิติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 สิงหาคม 2569 พบรายละเอียดดังนี้

  • ผู้ป่วยยืนยันทั่วโลก สะสมจำนวน 68,096 ราย
  • ผู้เสียชีวิตทั่วโลก สะสมจำนวน 272 ราย
  • ขอบเขตการระบาด ครอบคลุมกว่า 107 ประเทศทั่วโลก

ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทย ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ประจำปี 2569 ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2569 พบว่า

  • ผู้ป่วยสะสมในไทย จำนวน 470 ราย
  • ผู้เสียชีวิตในไทย จำนวน 3 ราย

แม้ว่าช่วงเวลาการรายงานข้อมูลของทั่วโลกและประเทศไทยจะมีกรอบเวลาที่แตกต่างกัน แต่ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โรคฝีดาษวานรยังคงเป็นโรคติดต่อที่ต้องให้ความสำคัญ การเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น และการส่งเสริมให้ผู้ที่สงสัยว่าตนเองมีอาการเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาด

กฎหมายและมาตรการควบคุมโรคฝีดาษวานรในประเทศไทย

เพื่อรองรับการบริหารจัดการด้านสาธารณสุขและการดำเนินมาตรการป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน โรคฝีดาษวานรถูกจัดให้เป็น "โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง" ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558

การกำหนดสถานะทางกฎหมายนี้เป็นไปตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ

  1. สนับสนุนระบบเฝ้าระวังโรค ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขติดตามสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
  2. พัฒนาระบบการรายงาน ช่วยให้การรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยเป็นไปอย่างแม่นยำและรวดเร็ว
  3. ดำเนินมาตรการควบคุม เอื้อต่อการวางแผนป้องกัน การกักตัว และการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมตามมาตรฐานสากล

"เจ็บป่วยไม่ใช่เรื่องน่าอาย" กรมควบคุมโรคย้ำผู้มีประวัติเสี่ยงรีบพบแพทย์

อธิบดีกรมควบคุมโรคเน้นย้ำเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญในการรับมือกับโรคฝีดาษวานรคือ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนเกี่ยวกับช่องทางการติดต่อและลักษณะอาการของโรค เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มมีผื่น ตุ่ม หรือแผลเกิดขึ้นในบริเวณที่ปกปิดของร่างกาย เช่น บริเวณอวัยวะเพศ หรือ ทวารหนัก ส่งผลให้เกิดความรู้สึกอาย กังวล หรือไม่กล้าเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

"ขอเน้นย้ำให้ประชาชนเข้าใจตรงกันว่า การเจ็บป่วยไม่ใช่เรื่องน่าอาย และโรคฝีดาษวานรสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีประวัติสัมผัสเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากมีอาการสงสัย ขอให้กล้าที่จะเข้ารับการตรวจรักษา พร้อมทั้งแจ้งข้อมูลอาการและประวัติการสัมผัสโรคตามความเป็นจริง เพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง"

ทั้งนี้ บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกคนพร้อมให้บริการด้วยความเข้าใจ เคารพในความเป็นส่วนตัว และมุ่งมั่นที่จะรักษาข้อมูลความลับของผู้ป่วยตามมาตรฐานจริยธรรมทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด ประชาชนจึงสามารถเข้ารับการตรวจได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

อาการโรคฝีดาษวานรที่ต้องสังเกต จากระยะแรกเริ่มสู่รอยโรคผิวหนัง

การสังเกตอาการของตนเองและคนใกล้ชิดเป็นขั้นตอนแรกในการป้องกันการแพร่เชื้อ อาการของโรคฝีดาษวานรสามารถแบ่งออกเป็นระยะและลักษณะที่สำคัญได้ดังนี้

1. อาการระยะแรกเริ่ม (Prodromal Phase)

ในช่วงเริ่มต้น ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักมีอาการคล้ายไข้หวัดหรือการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ได้แก่

  • มีไข้สูง
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดหลัง และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต (เป็นจุดสังเกตสำคัญที่แตกต่างจากโรคผื่นผิวหนังอื่น ๆ)

2. อาการทางผิวหนังและการพัฒนาของตุ่มผื่น

หลังจากมีไข้ จะเริ่มปรากฏผื่นหรือตุ่มบริเวณผิวหนัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นตามร่างกาย ใบหน้า อวัยวะเพศ หรือทวารหนัก โดยตุ่มผื่นจะมีลำดับการเปลี่ยนแปลงดังนี้

  • ผื่นแดงนูน (Maculopapular) เริ่มต้นเป็นจุดผื่นแดง
  • ตุ่มน้ำใส (Vesicles) ผื่นแดงพัฒนาเป็นตุ่มที่มีของเหลวใสภายใน
  • ตุ่มหนอง (Pustules) ของเหลวกลายเป็นหนอง
  • การตกสะเก็ด (Crusting) ตุ่มหนองเริ่มแห้งและตกสะเก็ด โดยเริ่มสะเก็ดจากบริเวณส่วนกลางของตุ่ม

3. ลักษณะเฉพาะของรอยโรค

  • รอยโรคส่วนใหญ่มักเป็น ตุ่มกระจายแยกออกจากกันเป็นตุ่มเดี่ยว ๆ
  • บางรายอาจมีรอยโรคเพียงไม่กี่ตุ่ม หรือมีอาการปวดเฉพาะจุด เช่น ปวดบริเวณทวารหนัก
  • ข้อควรระวัง : อาการและลำดับการเกิดรอยโรคในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกันได้ ไม่จำเป็นต้องปรากฏอาการครบทุกอย่าง ดังนั้น หากพบผื่น ตุ่ม หรือแผลผิดปกติขึ้นตามร่างกาย ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผื่นกระจายทั่วตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีประวัติเสี่ยงสัมผัสโรคมาก่อน

วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคฝีดาษวานรอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์

การวินิจฉัยโรคฝีดาษวานรจำเป็นต้องอาศัยการประเมินอย่างรอบด้านโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากการสังเกตด้วยสายตาหรือการดูภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันโรคได้ เพราะรอยโรคของฝีดาษวานรมีความคล้ายคลึงกับโรคผิวหนังและการติดเชื้ออื่น ๆ เช่น

  • โรคเริม (Herpes Simplex)
  • โรคสุกใส หรือ อีสุกอีใส (Chickenpox)
  • การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสบริเวณผิวหนังชนิดอื่น ๆ

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab Test)

  • วิธีหลักในการยืนยันผล การตรวจหาหารสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสด้วยวิธี PCR (Polymerase Chain Reaction) จากตัวอย่างที่เก็บจากรอยโรค ผื่น หรือตุ่มหนองโดยตรง ซึ่งถือเป็นวิธีมาตรฐานที่มีความแม่นยำสูง
  • ข้อจำกัดของการตรวจเลือด การตรวจเลือดทั่วไป ไม่ใช่ วิธีการตรวจยืนยันโรคฝีดาษวานร

แนวทางการปฏิบัติตนหากผลตรวจยังไม่ชัดเจน

ในกรณีที่การประเมินในครั้งแรกยังไม่ได้ข้อสรุป หรือผลตรวจ PCR ในรอบแรกไม่พบเชื้อ แต่ผู้ป่วยยังคงมีอาการอยู่ มีตุ่มขึ้นเพิ่มเติม หรือลักษณะอาการเปลี่ยนแปลงไป

  • ควรกลับไปพบแพทย์ซ้ำทันที
  • การเตรียมตัว นำผลการตรวจเดิมและประวัติการรักษาที่ผ่านมาไปแจ้งแก่แพทย์ด้วย เพื่อให้แพทย์พิจารณาประเมินอาการเพิ่มเติม หรือดำเนินการเก็บตัวอย่างจากรอยโรคเพื่อส่งตรวจซ้ำตามความเหมาะสม

ข้อแนะนำและการป้องกันตนเองจากโรคฝีดาษวานร

กรมควบคุมโรคขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสแนบแน่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่น ตุ่มน้ำใส หรือตุ่มหนองตามร่างกาย
  2. สังเกตคู่นอนและคนที่สัมผัสใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสแนบแน่นกับบุคคลที่มีอาการสงสัย
  3. รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะหลังจากสัมผัสสิ่งของในสถานที่สาธารณะ
  4. แยกของใช้ส่วนตัว ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว เครื่องนอน และภาชนะอาหาร
  5. รีบพบแพทย์เมื่อเสี่ยง หากรู้ตัวว่ามีประวัติสัมผัสเสี่ยง หรือเริ่มมีอาการไข้ ร่วมกับตุ่มผื่นผิดปกติ ให้แยกกักตัวและเดินทางไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทันที

การรู้เท่าทันอาการ การไม่ละเลยสัญญาณเตือนของร่างกาย และการกล้าที่จะพบแพทย์อย่างรวดเร็ว คือหัวใจสำคัญในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษวานรได้อย่างมีประสิทธิภาพ