กรมชลฯ สั่งตั้งรับฝนตกสะสมภาคใต้ เร่งตรวจสอบระบบระบายน้ำ พร้อมปรับแผนกักเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคต หลังฝนตอนบนเริ่มคลี่คลาย
กรมชลประทาน เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในปัจจุบันว่า ปริมาณฝนทางตอนบนของประเทศไทยเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ทางกรมชลประทานจึงได้เร่งระบายน้ำและสูบน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำที่ยังมีน้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามข้อสั่งการของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ฟื้นฟูพื้นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ทุกคนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติได้โดยเร็วที่สุด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในอนาคตช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝน พื้นที่ภาคใต้ อย่างใกล้ชิด
รายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569)
จากการติดตามปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ พบว่า ภาพรวมปริมาณน้ำยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ดีและมีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดปริมาณน้ำสำรองดังนี้
1. ภาพรวมอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ (ขนาดใหญ่และขนาดกลาง)
- ปริมาณน้ำรวม ประมาณ 64,191 ล้านลูกบาศก์เมตร
- คิดเป็นร้อยละ 84% ของความจุอ่างฯ รวมกัน
- ศักยภาพการรองรับน้ำเพิ่มเติม ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 12,490 ล้านลูกบาศก์เมตร
2. สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา
สำหรับอ่างเก็บน้ำหลัก 4 แห่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
- ปริมาณน้ำรวม 18,960 ล้านลูกบาศก์เมตร
- คิดเป็นร้อยละ 77% ของความจุอ่างฯ รวมกัน
- ศักยภาพการรองรับน้ำเพิ่มเติม ยังรองรับน้ำได้อีกประมาณ 5,823 ล้านลูกบาศก์เมตร
ปรับลดการระบายน้ำ "เขื่อนเจ้าพระยา" ช่วยเกษตรกรเตรียมแปลงเพาะปลูกข้าวนาปรัง
ด้านการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำทางตอนบนที่ไหลผ่านมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้กรมชลประทานสามารถปรับแผนการบริหารจัดการน้ำบริเวณ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ได้อย่างเหมาะสม
- การปรับลดการระบายน้ำปัจจุบัน ทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเหลือในอัตรา 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- เป้าหมายในระยะถัดไป คาดว่าจะสามารถลดการระบายน้ำลงเหลือ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ได้ภายในช่วง ต้นเดือนพฤศจิกายน
การลดการระบายน้ำดังกล่าวจะทำงานควบคู่ไปกับการเร่งสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างเต็มกำลัง เพื่อเร่งคืนพื้นที่ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาสามารถเตรียมแปลงเพื่อเพาะปลูก ข้าวนาปรัง ได้ทันตามฤดูกาล
กรมชลประทานระบุว่า การพิจารณาปรับแผนระบายน้ำในแต่ละช่วงเวลา จะประเมินจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการร่วมกัน ได้แก่
- ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาจากทางตอนบน
- ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลัก
- ศักยภาพและความสามารถในการระบายน้ำของพื้นที่ตอนล่าง
การประเมินรอบด้านนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่ท้ายน้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เตือนภัยภาคใต้! เฝ้าระวังฝนตกสะสม เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
แม้สถานการณ์น้ำในประเทศไทยตอนบนจะเริ่มคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติ แต่จากการคาดการณ์ของ กรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ในระยะนี้ พื้นที่ภาคใต้ ยังต้องเพิ่มความระมัดระวังและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโอกาสเกิดฝนตกหนักและฝนตกสะสม
พื้นที่เสี่ยงภัยที่ต้องเฝ้าระวังในภาคใต้
- พื้นที่ลาดเชิงเขา เสี่ยงต่อการเกิดดินโคลนสไลด์และน้ำป่าไหลหลาก
- พื้นที่ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน เสี่ยงต่อมวลน้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน
- พื้นที่ลุ่มต่ำ เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขังและน้ำท่วมฉับพลัน
ขณะเดียวกัน บริเวณ ประเทศไทยตอนบน ยังคงมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองได้ในบางพื้นที่ ทางกรมชลประทานจึงได้กำชับให้หน่วยงานชลประทานในพื้นที่ทุกแห่ง ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
มาตรการเตรียมความพร้อมของกรมชลประทาน
- ตรวจสอบความพร้อม ตรวจเช็กระบบชลประทาน อาคารบังคับน้ำ และเส้นทางระบายน้ำให้เปิดทางน้ำไหลได้สะดวก
- เตรียมเครื่องจักรกล ระดมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลหนักประจำจุดเสี่ยง
- จัดเตรียมกำลังคน วางกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมเข้าปฏิบัติงานเร่งด่วนทันทีเมื่อเกิดเหตุ
- เน้นย้ำการประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น
กรมชลประทานยืนยัน เดินหน้าช่วยเหลือเต็มกำลังจนกว่าสถานการณ์จะปกติ
กรมชลประทาน ขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า จะยังคงเดินหน้าบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ และพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเต็มกำลัง จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมในทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะคลี่คลายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ 100%
แนวทางการทำงานของกรมชลประทานเน้นย้ำความสำคัญใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
- การดูแลความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เป็นอันดับแรก
- การฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรกลับมารายได้และทำการเกษตรได้ตามปกติ
- การสำรองน้ำต้นทุน กักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำสำหรับใช้ในอุปโภค บริโภค และการเกษตรในฤดูแล้งหน้า
ช่องทางการติดต่อขอความช่วยเหลือและติดตามสถานการณ์น้ำ
ชลประทาน ขอความร่วมมือให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยภาคใต้และพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดตามข่าวสาร ประกาศ และคำเตือนจากทางราชการและกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด
หากประชาชนท่านใดประสบปัญหาน้ำท่วมขัง เดือดร้อนจากอุทกภัย หรือต้องการความช่วยเหลือด้านการบริหารจัดการน้ำ สามารถประสานงานได้ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้
- โครงการชลประทานใกล้บ้าน : ติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้โดยตรง
- สายด่วนกรมชลประทาน : โทร. 1460 (ติดต่อได้ตลอดเวลา)
- ช่องทางออนไลน์ : แฟนเพจ Facebook และเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกรมชลประทาน
เจ้าหน้าที่กรมชลประทานพร้อมประสานงานและส่งเครื่องจักรเครื่องมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างทันท่วงทีตลอด 24 ชั่วโมง





