วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ชัชชาติ' ลุยใช้ AI-นวัตกรรม สู้อากาศสุดขั้ว ป้องน้ำท่วมยั่งยืน

'ชัชชาติ' เปิดฉากทัศน์ อนาคตน้ำใน กทม. ผสาน AI-นวัตกรรม สู้อากาศสุดขั้ว ยกระดับเมืองลุ่มต่ำ ป้องกันน้ำท่วมยั่งยืน

เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) กล่าวปาฐกถาเปิดงาน งาน “The Future of Water: AI, Weather Resilience, and Frontier Technologies for Water Security” ในหัวข้อ ‘The Future of Water Bangkok’s Water Challenges and Opportunities’ โดยกล่าวถึง อนาคตการรับมือวิกฤตน้ำ ของ กทม. ผ่านการถอดบทเรียนความท้าทายเชิงกายภาพ ตลอดจนการนำนวัตกรรมมาใช้และความร่วมมือเพื่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยนำเสนอครอบคลุม 3 หมวด คือ

ถอดสมการ 3 น้ำ สแกน DNA ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ สู่ระบบป้องกันเมืองลุ่มต่ำ

นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจาก “3 น้ำ” ได้แก่ น้ำฝนที่ตกหนักสะสมในพื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำเหนือที่มาจากแม่น้ำสายหลักทางภาคเหนือผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา และน้ำทะเลหนุนจากอ่าวไทย ความเสี่ยงสูงสุดของเมืองจึงเกิดขึ้นเมื่อปัจจัยทั้งสามมาบรรจบในเวลาเดียวกัน โดยมีบทเรียนสำคัญจากมหาอุทกภัยปี 2554 ที่คันกั้นน้ำตอนบนพังทลายจนน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ดอนเมืองอย่างรวดเร็ว

เพื่อรับมือกับน้ำเหนือและน้ำหนุน กทม. ได้ก่อสร้างคันป้องกันน้ำท่วมความยาวรวม 80 กิโลเมตร ตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ โดยกำหนดความสูงแนวคันกั้นน้ำไว้ที่ระดับ +2.80 ถึง +3.50 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งการปรับปรุงคันกั้นน้ำและเขื่อนริมแม่น้ำช่วยลดความเสี่ยงในจุดอ่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปได้แล้วกว่า 87%

'ชัชชาติ' ลุยใช้ AI-นวัตกรรม สู้อากาศสุดขั้ว ป้องน้ำท่วมยั่งยืน

สำหรับการจัดการน้ำฝนภายในเมือง กทม. ใช้ระบบการบริหารจัดการน้ำที่ทำงานร่วมกันระหว่างท่อระบายน้ำ คลอง สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ รวมถึงการวิเคราะห์จุดเสี่ยงน้ำท่วม 737 จุดในปี 2565 ที่ปัจจุบันดำเนินการแก้ปัญหาสำเร็จแล้วกว่า 70%

ไขโจทย์หินจัดการน้ำ เมื่อสภาพอากาศสุดขั้ว-เมืองโตไว เป็นความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม

นายชัชชาติ กล่าวถึงความท้าทายของ กทม. ประการแรก คืออิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลให้เกิดฝนตกหนักรุนแรงและกระจุกตัวในระยะเวลาอันสั้น เช่นเหตุการณ์อุทกภัยในกรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งฝนตกหนักมีปริมาณฝนสะสมสูงเกิน 300 มิลลิเมตร เพียงไม่กี่วัน ประกอบกับการเติบโตของเมืองและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ลดทอนพื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติลง จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อน้ำท่วมขังในเขตชุมชนที่มีประชากรหนาแน่น

ในด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่อยู่อาศัยบางแห่งตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มต่ำกว่าระดับคันคลองตามธรรมชาติ จำเป็นต้องพึ่งพาระบบสูบน้ำเป็นหลักในการระบายน้ำออก การรุกล้ำริมคลองหลักที่เป็นอุปสรรคในการสร้างเขื่อน ตลอดจนความซับซ้อนในการบริหารจัดการน้ำข้ามเขตพื้นที่ ซึ่งต้องอาศัยการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

'ชัชชาติ' ลุยใช้ AI-นวัตกรรม สู้อากาศสุดขั้ว ป้องน้ำท่วมยั่งยืน

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โครงการอุโมงค์ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเริ่มวางแผนมาตั้งแต่ปี 2542 สามารถดำเนินการก่อสร้างและเปิดใช้งานจริงได้เพียง 5 แห่ง จากแผนงานทั้งหมด 13 แห่ง เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้การระบายน้ำมวลรวมของเมืองยังไม่สมบูรณ์ตามเป้าหมาย

จาก AI ถึงคันกั้นน้ำระดับสากล เปิดฉากทัศน์ใหม่สร้างความมั่นคงทางน้ำให้ กทม.

นายชัชชาติ กล่าวถึงการก้าวข้ามข้อจำกัดว่า กทม. นำเทคโนโลยีสมัยใหม่และ AI มาใช้พยากรณ์ฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมง ตลอดจนสร้างแบบจำลองคาดการณ์สถานการณ์น้ำท่วม เพื่อช่วยในการสั่งการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและบริหารจัดการสถานีสูบน้ำอัตโนมัติผ่านศูนย์ป้องกันน้ำท่วม ควบคู่ไปกับการปรับแนวคิดผังเมืองสู่ Compact City ที่การพัฒนาอาคารสูงและความหนาแน่นอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การสร้างคันกั้นน้ำปกป้องประชาชนทำได้ประหยัดและมีประสิทธิภาพมากกว่าการปล่อยให้เมืองขยายตัวแนวราบ

นอกจากนี้ กทม. ยังนำนวัตกรรมท้องถิ่นอย่าง “ท่อซิ่ง” มาช่วยเร่งสูบน้ำออกจากชุมชนลุ่มต่ำได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเจาะจงพื้นที่ผ่าน Cell Broadcast และ LINE Alert ตลอดจนศึกษาโครงสร้างป้องกันน้ำทะเลหนุนระดับสากล เช่น Thames Barrier ของเมืองลอนดอน หรือ Maeslantkering ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อเตรียมรับมือกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในอ่าวไทยอนาคต

ทั้งนี้ ความสำเร็จในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการผนึกกำลังกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรต่างประเทศ เพื่อร่วมกันบูรณาการข้อมูล นวัตกรรม และงบประมาณ ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางน้ำให้แก่กรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน

สำหรับงาน ‘The Future of Water: AI, Weather Resilience, and Frontier Technologies for Water Security’ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ MIT Sloan ASEAN Office จัดขึ้น ณ Magnolia Ballroom ชั้น 10 โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยนำงานวิจัยและนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) มาต่อยอด ร่วมแก้ปัญหาของประเทศไทย พร้อมชูการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ข้อมูล (Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยประเมินและพยากรณ์สถานการณ์น้ำ วางแผนรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า และลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว รวมถึงยกระดับการติดตามแก้ไขปัญหาเรื่องการปนเปื้อนและคุณภาพน้ำของประเทศไทยในอนาคต