สทนช. เปิดสถิติน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ แตะ 83% จับตาอ่างเก็บน้ำเกิน 80% ป่าสักฯ-แควน้อยฯ ระดับน้ำสูง พร้อมเตือน 14 จังหวัดใต้รับมือฝนหนัก-น้ำท่วม
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยรายงานสรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศไทย ประจำวันที่ 26 ตุลาคม 2569 โดยเตือนพื้นที่ภาคใต้ให้เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ พร้อมเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ขณะที่ภาพรวมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง คิดเป็นร้อยละ 83 ของความจุเก็บกัก
รายงานสถานการณ์ฝนสูงสุดรายภาค (ข้อมูลวันที่ 26 ต.ค. 69)
จากการติดตามสภาพอากาศและปริมาณฝนสะสมรายภาค พบว่าหลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง โดยปริมาณฝนสูงสุดในแต่ละภูมิภาค มีรายละเอียดดังนี้
- ภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต ปริมาณฝนสูงสุด 128 มม.
- ภาคเหนือ จังหวัดแพร่ ปริมาณฝนสูงสุด 90 มม.
- ภาคตะวันออก จังหวัดตราด ปริมาณฝนสูงสุด 57 มม.
- ภาคตะวันตก จังหวัดราชบุรี ปริมาณฝนสูงสุด 57 มม.
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น ปริมาณฝนสูงสุด 74 มม.
- ภาคกลาง จังหวัดปทุมธานี ปริมาณฝนสูงสุด 41 มม.
จากสถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ภาคใต้ เป็นพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมหนาแน่นที่สุดในขณะนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างจังหวัดภูเก็ต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการระบายน้ำและการจราจรในพื้นที่ลุ่มต่ำ
คาดการณ์สภาพอากาศและแนวโน้มสภาพฝน
สภาพอากาศวันนี้
บริเวณภาคใต้ยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง กับมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากในบางแห่ง ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยจึงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและระมัดระวังอันตรายจากสภาวะฝนตกสะสม
แนวโน้มสภาพอากาศ (วันที่ 29 – 31 ต.ค. 69)
คาดว่าภาพรวมของประเทศไทยจะมีปริมาณฝนลดลง อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ยังคงต้องเฝ้าระวังเนื่องจากยังคงมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้บางแห่ง
สรุปปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวมทั่วประเทศ
ด้านสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2569 ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการรองรับน้ำของอ่างเก็บน้ำหลายแห่งเริ่มมีจำกัด เนื่องจากมีปริมาณน้ำสะสมค่อนข้างสูง
- ปริมาณน้ำรวมทั้งหมด 66,757 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 83% ของความจุเก็บกัก)
- ปริมาณน้ำใช้การได้ 42,628 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 75% ของปริมาณน้ำใช้การ)
สถิติจำแนกตามรายภาค (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ต.ค. 69)
- ภาคเหนือ มีปริมาณน้ำ 21,107 ล้าน ลบ.ม. (76%)
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำ 8,441 ล้าน ลบ.ม. (70%)
- ภาคกลาง มีปริมาณน้ำ 1,354 ล้าน ลบ.ม. (72%)
- ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำ 2,836 ล้าน ลบ.ม. (90%)
- ภาคตะวันตก มีปริมาณน้ำ 27,561 ล้าน ลบ.ม. (97%)
- ภาคใต้ มีปริมาณน้ำ 5,458 ล้าน ลบ.ม. (70%)
จะเห็นได้ว่าพื้นที่ ภาคตะวันตก (97%) และ ภาคตะวันออก (90%) มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเกือบเต็มความจุแล้ว ขณะที่ภาคอื่นๆ ยังคงมีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงสูง ซึ่งจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการการระบายน้ำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ
สถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลัก ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
สำหรับปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ข้อมูล ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2569 มีดังนี้:
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 807 ล้าน ลบ.ม. (93% ของความจุ)
- เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำ 805 ล้าน ลบ.ม. (86% ของความจุ)
- เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 7,767 ล้าน ลบ.ม. (82% ของความจุ)
- เขื่อนภูมิพล: ปริมาณน้ำ 9,547 ล้าน ลบ.ม. (71% ของความจุ)
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีระดับน้ำสะสมค่อนข้างสูงเกินกว่าร้อยละ 80 ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องติดตามการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับปริมาณฝนที่อาจตกเพิ่มขึ้นในอนาคต
ประกาศแจ้งเตือน สทนช. ฉบับที่ 12/2569
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออก ประกาศฉบับที่ 12/2569 เรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ในช่วงวันที่ 26–29 ตุลาคม 2569 โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญ 3 ข้อดังนี้
1) เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัย 14 จังหวัดภาคใต้
ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของ 14 จังหวัดภาคใต้ เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัย ได้แก่
- ฝั่งอ่าวไทย : ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สงขลา, ยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส
- ฝั่งอันดามัน : ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง, สตูล
2) เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำเกิน 80%
ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความถี่ในการติดตามและเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า ร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก เพื่อเตรียมแผนการระบายน้ำที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างเขื่อนและประชาชนด้านท้ายน้ำ
3) เฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา
เตือนประชาชนบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ ให้ระวังระดับน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ล้นตลิ่ง และเข้าท่วมขัง โดยเฉพาะในลำน้ำสาขาและแม่น้ำสายหลักของจังหวัด
- ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, พังงา, นครศรีธรรมราช, ตรัง, สตูล, พัทลุง, ยะลา, ปัตตานี และนราธิวาส
ข้อแนะนำสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
- ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบประกาศแจ้งเตือนภัยจาก สทนช. กรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานราชการในท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ
- ยกของขึ้นที่สูง เตรียมย้ายสิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ และสัตว์เลี้ยง ขึ้นที่สูงหรือสถานที่ปลอดภัย
- ตรวจสอบระบบไฟฟ้า ระมัดระวังอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่วในช่วงที่มีน้ำท่วมขัง และตัดไฟในจุดเสี่ยง
- เตรียมพร้อมอุปกรณ์ฉุกเฉิน จัดเตรียมถุงยังชีพ ยารักษาโรค ไฟฉาย และน้ำดื่มสะอาดให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา





