กทม. ชี้แจงเงินช่วยเหลือน้ำท่วมจ่ายตามจริงสูงสุด 88,600 บาท เน้นซ่อมโครงสร้างบ้าน ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า-สีทาบ้านเบิกไม่ได้ เช็กด่วน!
จากสถานการณ์อุทกภัยที่สร้างความเดือดร้อนและส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินของประชาชนในหลายพื้นที่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ออกมาชี้แจงถึง หลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ด้านที่อยู่อาศัย เพื่อเยียวยาประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม โดยกำหนดวงเงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมส่วนของที่อยู่อาศัยและโครงสร้างอาคารตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ในวงเงิน สูงสุดไม่เกิน 88,600 บาทต่อหลัง
เพื่อให้ประชาชนผู้ประสบภัยสามารถลงทะเบียนและยื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ทาง กทม. จึงได้ระบุรายละเอียดของรายการความเสียหายที่สามารถยื่นขอรับความช่วยเหลือได้ รวมถึงรายการข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในเงื่อนไข ดังนี้
เปิดเช็กลิสต์ รายการค่าซ่อมบ้านที่ "เบิกได้" และ "เบิกไม่ได้"
การพิจารณาให้ความช่วยเหลือจะมุ่งเน้นไปที่ โครงสร้างหลักของที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหายจริง เพื่อให้บ้านกลับมามีความปลอดภัยและสามารถอยู่อาศัยได้ตามปกติ โดยมีรายละเอียดแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
1. รายการที่อยู่ในหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ (เบิกได้)
กทม. จะพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเฉพาะวัสดุและอุปกรณ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ได้แก่
- พื้นบ้านและกระเบื้องปูพื้น พื้นไม้ พื้นปูน หรือกระเบื้องปูพื้นหลุดร่อน/ทรุดตัวจากน้ำท่วม
- ประตูและหน้าต่าง บานประตู บานหน้าต่าง และวงกบที่บวม ผุพัง หรือชำรุดเสียหาย
- บันไดไม้ ตัวโครงสร้างบันไดและขั้นบันไดที่ทำจากไม้ซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำขัง
- ฝ้าเพดาน ฝ้าเพดานที่อุ้มน้ำ พังทลาย หรือเกิดความเสียหายจนอาจเป็นอันตราย
- ผนังบ้าน ผนังอิฐ ผนังไม้ หรือผนังสำเร็จรูปที่ชำรุดเสียหาย
- โครงหลังคา จั่วหลังคา แปลงหลังคา หรือโครงสร้างหลังคาที่ได้รับความเสียหาย
- รอยร้าวของโครงสร้าง รอยแตกร้าวของเสา คาน หรือโครงสร้างหลักในตำแหน่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการอยู่อาศัย
2. รายการที่ไม่อยู่ในการพิจารณาช่วยเหลือ (เบิกไม่ได้)
สำหรับการชดเชยตามหลักเกณฑ์นี้ จะไม่ครอบคลุม ทรัพย์สินส่วนตัว อุปกรณ์ตกแต่ง หรือสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้าน ดังรายการต่อไปนี้
- ระบบไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า ค่าไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด เช่น ตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า พัดลม เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ
- สุขภัณฑ์และงานตกแต่ง สุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำ (ชักโครก อ่างล้างหน้า) และสีทาบ้าน
- เฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้าน ตู้ เตียง โซฟา โต๊ะ เก้าอี้ ผ้าห่ม และของใช้ส่วนตัวอื่นๆ
- ภายนอกอาคาร รั้วบ้าน กำแพง หรือประตูรั้วรอบบ้าน
เจ้าหน้าที่ประเมินราคาค่าซ่อมแซมอย่างไร?
คำถามที่ประชาชนหลายคนสงสัยคือ "การคำนวณเงินช่วยเหลือคิดอย่างไร?"
สำหรับการประเมินมูลค่าความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ และพิจารณาจาก:
- รายการวัสดุและปริมาณความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ณ สถานที่เกิดเหตุ
- ราคากลางของวัสดุ อ้างอิงตามหลักเกณฑ์และบัญชีราคาวัสดุก่อสร้างของ กรมบัญชีกลาง
- ค่าแรงในการซ่อมแซม คำนวณอัตราค่าแรงงานตามหลักเกณฑ์มาตรฐานที่ทางราชการกำหนด
ดังนั้น จำนวนเงินที่ผู้ประสบภัยแต่ละหลังจะได้รับ จึงขึ้นอยู่กับสภาพความเสียหายจริงของโครงสร้างบ้าน และราคาประเมินมาตรฐานของรัฐ โดยมี วงเงินชดเชยสูงสุดไม่เกิน 88,600 บาทต่อหลัง
ขั้นตอนและคำแนะนำในการยื่นขอรับเงินช่วยเหลือ
เพื่อให้การพิจารณาความช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว ชัดเจน และเป็นธรรม กรุงเทพมหานครขอแนะนำให้ประชาชนผู้ประสบภัยปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้
- ถ่ายภาพความเสียหาย ถ่ายภาพสภาพความเสียหายของบ้านเรือนในจุดต่างๆ ให้ชัดเจน ทั้งภาพกว้างและภาพเจาะลึกบริเวณที่เสียหาย (โดยเฉพาะส่วนโครงสร้างตามหลักเกณฑ์)
- ตรวจสอบข้อมูลและเอกสาร เตรียมเอกสารสำคัญ เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และเอกสารแสดงสิทธิในที่อยู่อาศัย
- ลงทะเบียนออนไลน์ ยื่นคำร้องและส่งหลักฐานผ่านระบบ claim.bangkok.go.th
- รอการนัดหมายตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพความเสียหายจริงเพื่อนำไปประเมินราคากลางและอนุมัติเงินช่วยเหลือตามลำดับ
ประชาชนควรตรวจสอบรายการความเสียหายที่ต้องการยื่นขอรับความช่วยเหลือให้ตรงตามหลักเกณฑ์ที่ กทม. กำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อลดขั้นตอนการแก้ไขข้อมูล และช่วยให้กระบวนการจ่ายเงินเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
โครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกรุงเทพมหานครในครั้งนี้ เป็นการมุ่งเน้นซ่อมแซม "ตัวอาคารและโครงสร้างหลักของบ้าน" เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย โดยจ่ายตามจริงในวงเงินไม่เกิน 88,600 บาท แม้จะไม่ครอบคลุมเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเฟอร์นิเจอร์ แต่ก็นับเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยฟื้นฟูสภาพบ้านหลังผ่านพ้นวิกฤติน้ำท่วม ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและยื่นเรื่องได้ที่เว็บไซต์ของ กทม. ได้ทันที





