วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรมชลฯ ปรับแผนระบายน้ำ 'เขื่อนเจ้าพระยา' - รับมือฝนตกหนักภาคใต้

กรมชลฯ ลดการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 900 ลบ.ม./วิ เร่งฟื้นฟูพื้นที่เกษตร พร้อมสั่งสแตนด์บายรับมือฝนตกหนักภาคใต้ 26–28 ต.ค. นี้

กรมชลประทาน เผยสถานการณ์อุทกภัยทางตอนบนเริ่มคลี่คลาย ปริมาณฝนลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลงเหลือ 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เร่งระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อให้เกษตรกรเตรียมแปลงเพาะปลูกข้าวนาปรัง ขณะเดียวกันได้สั่งการเตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ช่วงวันที่ 26-28 ตุลาคมนี้อย่างใกล้ชิด

SWOC ถกวิเคราะห์สถานการณ์น้ำทั่วประเทศ มุ่งบริหารจัดการสอดคล้องพื้นที่

วันนี้ (26 ต.ค. 69) นายสันติ เต็มเอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) ผู้ช่วยอธิบดีกรมชลประทาน ได้ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน อำเภอสามเสน กรุงเทพมหานคร

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)
  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสัญญาณผ่านระบบ VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1–17 และสำนักเครื่องจักรกลทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำแบบ Real-time และร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่

นายสันติ เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่าปริมาณฝนทางตอนบนของประเทศเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้สถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดมีแนวโน้มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้ กรมชลประทานได้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่น้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน รวดเร็วในการฟื้นฟูพื้นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้ประโยชน์ในฤดูแล้งหน้า

เช็กปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ อ่างฯ หลักเจ้าพระยายังรับน้ำได้อีกกว่า 5,800 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับภาพรวมสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2569 กรมชลประทานได้สรุปตัวเลขปริมาณน้ำกักเก็บไว้ดังนี้:

สรุปภาพรวมอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ

  • ปริมาณน้ำรวมกัน ประมาณ 64,239 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 84 ของความจุอ่างฯ รวมกัน)
  • ความจุคงเหลือที่รองรับน้ำได้อีก กว่า 12,443 ล้านลูกบาศก์เมตร

สรุปสถานการณ์ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา

(ได้แก่ เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)

  • ปริมาณน้ำรวมกัน 18,933 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 76 ของความจุอ่างฯ)
  • ความจุคงเหลือที่รองรับน้ำได้อีก ประมาณ 5,849 ล้านลูกบาศก์เมตร

จากข้อมูลดังกล่าว กรมชลประทานยืนยันว่า ภาพรวมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ "สามารถบริหารจัดการได้" และมีพื้นที่รองรับน้ำเพียงพอหากมีฝนตกเพิ่มเติม

เขื่อนเจ้าพระยาทยอยปรับลดการระบายน้ำ ตั้งเป้าเหลือ 700 ลบ.ม./วินาที ต้น พ.ย. นี้

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปรับตัวดีขึ้น คือปริมาณน้ำไหลผ่านจากทางตอนบนลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กรมชลประทานปรับแผนการบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ดังนี้

  1. ปรับลดอัตราการระบายน้ำ ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำจากเดิมอัตรา 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงเหลือในอัตรา 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
  2. เร่งสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่เกษตร เดินหน้าสูบน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนพื้นที่ให้เกษตรกรสามารถเตรียมแปลงสำหรับเพาะปลูก "ข้าวนาปรัง" ได้ทันตามฤดูกาล
  3. คาดการณ์เป้าหมายระยะถัดไป หากไม่มีปัจจัยฝนตกหนักเพิ่ม คาดว่าจะสามารถปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลงเหลือ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ได้ภายในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569

การปรับแผนระบายน้ำในครั้งนี้ กรมชลประทานได้นำเอาปัจจัย 3 ด้านมาพิจารณาประกอบกัน ได้แก่ ปริมาณน้ำทางตอนบน, ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลัก และ ศักยภาพการระบายน้ำของพื้นที่ตอนล่าง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนท้ายน้ำให้ได้มากที่สุด

เฝ้าระวังฝนตกหนักภาคใต้ 26–28 ต.ค. สั่งเตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ 24 ชั่วโมง

แม้ว่าสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางจะเริ่มทรงตัวและดีขึ้น แต่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์เตือนภัยว่า ในช่วงวันที่ 26 - 28 ตุลาคม 2569 พื้นที่ภาคใต้ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกสะสม ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิด

  • น้ำท่วมฉับพลัน
  • น้ำป่าไหลหลาก
  • น้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหล

ขณะเดียวกัน ในส่วนของพื้นที่ประเทศไทยตอนบน ช่วงวันที่ 26–27 ตุลาคม ยังคงมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองกระจายในบางพื้นที่

จากคาดการณ์ดังกล่าว นายสันติ เต็มเอี่ยม ได้กำชับไปยังสำนักงานชลประทานในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้ ให้ดำเนินการตามมาตรการรับมืออย่างเคร่งครัด

  • ติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง
  • เช็กความพร้อมโครงสร้างชลประทาน ตรวจสอบความแข็งแรงของระบบชลประทานและเปิดทางระบายน้ำให้ปราศจากสิ่งกีดขวาง
  • สแตนด์บายเครื่องจักรเครื่องมือ จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถบรรทุก และกำลังเจ้าหน้าที่ให้พร้อมเข้าปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนทันทีเมื่อเกิดเหตุ
  • เน้นย้ำการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหาย

กรมชลประทานยืนยันเดินหน้าช่วยเหลือเต็มกำลัง ช่องทางติดต่อสายด่วน 1460

กรมชลประทาน ยืนยันว่าจะเดินหน้าบริหารจัดการน้ำและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังจนกว่าสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศจะเข้าสู่ภาวะปกติ โดยให้ความสำคัญครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่

  1. การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  2. การเร่งฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับความเสียหาย
  3. การกักเก็บสำรองน้ำต้นทุนไว้ให้เพียงพอสำหรับอุปโภค บริโภค และการเกษตรในฤดูแล้งถัดไป

จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากประชาชนท่านใดประสบปัญหาน้ำท่วมขัง หรือต้องการความช่วยเหลือด้านการจัดสรรน้ำ สามารถติดต่อประสานงานได้ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้

  • โครงการชลประทานใกล้บ้าน ในพื้นที่ของท่าน
  • สายด่วนกรมชลประทาน : โทร. 1460 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
  • ช่องทางออนไลน์ : เพจ Facebook และเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกรมชลประทาน