คมนาคม ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 8 สาย ไม่เก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน จ่ายสูงสุดไม่เกิน 45 บาท ผ่านแอปเป๋าตัง และบัตร EMV เริ่ม 1 ม.ค. 70
กระทรวงคมนาคมเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพประชาชนเต็มสูบ เห็นชอบหลักการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้า 8 สายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ค่าแรกเข้าไม่เกิน 17 บาท และเก็บค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว พร้อมขยายมาตรการบัตรเหมาจ่ายรายวันสายสีแดง-สีม่วง ถึงสิ้นปี 2570 และลุยโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียว-สายสีทอง จาก กทม. ให้ รฟม. บริหารจัดการแบบไร้รอยต่อ
วันนี้ (21 ต.ค. 69) ณ ห้องประชุมคมนาคม กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาระบบตั๋วร่วม (Common Ticketing System) และพิจารณาแนวทางลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนอย่างยั่งยืน
ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม ซึ่งครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าจำนวน 8 สายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่
- รถไฟฟ้าสายสีแดง (รถไฟชานเมือง)
- แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link)
- รถไฟฟ้ามหานคร สายสีน้ำเงิน
- รถไฟฟ้ามหานคร สายสีม่วง (สายฉลองรัชธรรม)
- รถไฟฟ้าสายสีเหลือง (โมโนเรล)
- รถไฟฟ้าสายสีชมพู (โมโนเรล)
- รถไฟฟ้าสายสีเขียว (ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร)
- รถไฟฟ้าสายสีทอง
เงื่อนไขการใช้งานและสิทธิ์ประโยชน์
- ไร้ค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน กำหนดค่าแรกเข้าสูงสุดไม่เกิน 17 บาท และจะไม่เรียกเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อผู้โดยสารเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า
- เพดานราคา ค่าโดยสารตลอดเส้นทางกำหนดไว้สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว
- คุณสมบัติผู้ใช้สิทธิ์ สำหรับประชาชนชาวไทยที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และชำระค่าโดยสารด้วย บัตร EMV Contactless
- เคารพสัญญาเดิม การดำเนินการอยู่ภายใต้ร่างบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และเงื่อนไขทางธุรกิจ (Business Rules) โดยเคารพสัญญาสัมปทานเดิมของเอกชนโดยไม่มีการแก้ไขสัญญา
แผนงบประมาณและการประเมินผลกระทบ (Induced Demand)
สำหรับการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมในปีแรก คาดว่าจะใช้วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 5,850 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดโครงสร้างงบประมาณดังนี้
- เงินชดเชยค่าโดยสารรถไฟฟ้า 8 สาย : จำนวน 5,785 ล้านบาท
- ค่าธรรมเนียมการโอนเงินคืนประชาชน : จำนวน 65 ล้านบาท
กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จาก งบกลาง (รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น) เนื่องจากกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยังไม่ได้รับการจัดสรรเงินทุนประเดิม
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ ได้แก่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกันรวบรวมข้อมูลปริมาณการเดินทาง รายได้ที่เกิดขึ้นจริง และประเมินปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการ (Induced Demand) เป็นเวลา 6 เดือนหลังเริ่มใช้นโยบาย เพื่อนำข้อมูลสถิติดังกล่าวไปใช้ประกอบการเจรจาจัดสรรส่วนแบ่งรายได้จากผู้ประกอบการเอกชนคืนให้แก่ภาครัฐอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
ต่ออายุมาตรการบัตรเหมาจ่ายรายวัน สายสีแดง-สีม่วง ถึงปี 2570
ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอขยายระยะเวลามาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 (จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569) เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนระบบตั๋วร่วมเต็มรูปแบบจะเปิดใช้งาน
มาตรการเหมาจ่ายนี้ครอบคลุมเส้นทางสำคัญ ได้แก่
- รถไฟชานเมืองสายสีแดง (รฟท.) : สายนครวิถี (ช่วงกรุงเทพอภิวัฒน์–ตลิ่งชัน) และ สายธานีรัถยา (ช่วงกรุงเทพอภิวัฒน์–รังสิต)
- รถไฟฟ้าสายสีม่วง (รฟม.) : ช่วงบางใหญ่–เตาปูน
สถิติความสำเร็จหลังใช้มาตรการบัตรเหมาจ่าย (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569)
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มมาตรการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ปริมาณผู้โดยสารที่ชำระผ่านบัตร EMV Contactless เติบโตอย่างก้าวกระโดด
- รถไฟฟ้าสายสีแดง มีผู้โดยสารเฉลี่ย 9,460 คน-เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 89.01 และมีรายได้ค่าโดยสารเฉลี่ย 0.31 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 212.43
- รถไฟฟ้าสายสีม่วง มีผู้โดยสารเฉลี่ย 27,653 คน-เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 135.41 และมีรายได้ค่าโดยสารเฉลี่ย 0.60 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 275.00
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า มาตรการลดค่าครองชีพสามารถกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนทางรางมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โอนสายสีเขียว-สายสีทอง ให้ รฟม. บริหาร
เพื่อให้การบริหารจัดการโครงข่ายรถไฟฟ้าในภาพรวมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบเดียว (Single Authority) ที่ประชุมได้พิจารณาร่าง MOU การโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (ส่วนหลักและส่วนต่อขยาย) รวมถึงสายสีทอง จาก กทม. ให้แก่ รฟม.
ร่าง MOU ฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ซึ่งมี นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง) เป็นประธาน ไปเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 โดยเตรียมเสนอ ครม. พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะเพื่อรองรับการโอนย้ายโครงการ ได้แก่
- คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย
- คณะอนุกรรมการด้านการประเมินมูลค่าหนี้สินและทรัพย์สิน
- คณะอนุกรรมการด้านการประสานงานเทคนิคการเดินรถและการบริหารจัดการ
โรดแมปและเป้าหมายการเปิดใช้งาน 1 มกราคม 2570
เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทันกำหนดเปิดใช้งานในวันที่ 1 มกราคม 2570 ที่ประชุมได้แต่งตั้ง คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า มีรองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง) เป็นประธาน ทำหน้าที่ติดตาม ประเมินผล และรายงานความคืบหน้าเป็นรายสัปดาห์
ขณะเดียวกัน สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้รายงาน แผนพัฒนาระบบตั๋วร่วมระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569–2573) ฉบับทบทวนเดือนตุลาคม 2569 พร้อมชี้แจงความคืบหน้าด้านกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ซึ่งมีการออกกฎหมายลำดับรองและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วรวม 13 ฉบับ (ประกาศ สนข. 5 ฉบับ, ประกาศกระทรวงคมนาคม 6 ฉบับ และประกาศคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม 2 ฉบับ)
การขับเคลื่อนนโยบายตั๋วร่วมและอัตราค่าโดยสารโครงข่ายรถไฟฟ้าในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับระบบขนส่งสาธารณะ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และสร้างโครงข่ายการเดินทางที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด





