วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2569

Login
Login

เริ่ม 1 ม.ค. 70! ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 8 สาย สูงสุด 45 บาท ผ่าน 'เป๋าตัง'

คมนาคม ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 8 สาย ไม่เก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน จ่ายสูงสุดไม่เกิน 45 บาท ผ่านแอปเป๋าตัง และบัตร EMV เริ่ม 1 ม.ค. 70

กระทรวงคมนาคมเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพประชาชนเต็มสูบ เห็นชอบหลักการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้า 8 สายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ค่าแรกเข้าไม่เกิน 17 บาท และเก็บค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว พร้อมขยายมาตรการบัตรเหมาจ่ายรายวันสายสีแดง-สีม่วง ถึงสิ้นปี 2570 และลุยโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียว-สายสีทอง จาก กทม. ให้ รฟม. บริหารจัดการแบบไร้รอยต่อ

วันนี้ (21 ต.ค. 69) ณ ห้องประชุมคมนาคม กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาระบบตั๋วร่วม (Common Ticketing System) และพิจารณาแนวทางลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนอย่างยั่งยืน

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม ซึ่งครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าจำนวน 8 สายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่

  1. รถไฟฟ้าสายสีแดง (รถไฟชานเมือง)
  2. แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link)
  3. รถไฟฟ้ามหานคร สายสีน้ำเงิน
  4. รถไฟฟ้ามหานคร สายสีม่วง (สายฉลองรัชธรรม)
  5. รถไฟฟ้าสายสีเหลือง (โมโนเรล)
  6. รถไฟฟ้าสายสีชมพู (โมโนเรล)
  7. รถไฟฟ้าสายสีเขียว (ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร)
  8. รถไฟฟ้าสายสีทอง

เงื่อนไขการใช้งานและสิทธิ์ประโยชน์

  • ไร้ค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน กำหนดค่าแรกเข้าสูงสุดไม่เกิน 17 บาท และจะไม่เรียกเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อผู้โดยสารเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า
  • เพดานราคา ค่าโดยสารตลอดเส้นทางกำหนดไว้สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว
  • คุณสมบัติผู้ใช้สิทธิ์ สำหรับประชาชนชาวไทยที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และชำระค่าโดยสารด้วย บัตร EMV Contactless
  • เคารพสัญญาเดิม การดำเนินการอยู่ภายใต้ร่างบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และเงื่อนไขทางธุรกิจ (Business Rules) โดยเคารพสัญญาสัมปทานเดิมของเอกชนโดยไม่มีการแก้ไขสัญญา

แผนงบประมาณและการประเมินผลกระทบ (Induced Demand)

สำหรับการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมในปีแรก คาดว่าจะใช้วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 5,850 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดโครงสร้างงบประมาณดังนี้

  • เงินชดเชยค่าโดยสารรถไฟฟ้า 8 สาย : จำนวน 5,785 ล้านบาท
  • ค่าธรรมเนียมการโอนเงินคืนประชาชน : จำนวน 65 ล้านบาท

กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จาก งบกลาง (รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น) เนื่องจากกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยังไม่ได้รับการจัดสรรเงินทุนประเดิม

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ ได้แก่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกันรวบรวมข้อมูลปริมาณการเดินทาง รายได้ที่เกิดขึ้นจริง และประเมินปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการ (Induced Demand) เป็นเวลา 6 เดือนหลังเริ่มใช้นโยบาย เพื่อนำข้อมูลสถิติดังกล่าวไปใช้ประกอบการเจรจาจัดสรรส่วนแบ่งรายได้จากผู้ประกอบการเอกชนคืนให้แก่ภาครัฐอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

ต่ออายุมาตรการบัตรเหมาจ่ายรายวัน สายสีแดง-สีม่วง ถึงปี 2570

ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอขยายระยะเวลามาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 (จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569) เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนระบบตั๋วร่วมเต็มรูปแบบจะเปิดใช้งาน

มาตรการเหมาจ่ายนี้ครอบคลุมเส้นทางสำคัญ ได้แก่

  • รถไฟชานเมืองสายสีแดง (รฟท.) : สายนครวิถี (ช่วงกรุงเทพอภิวัฒน์–ตลิ่งชัน) และ สายธานีรัถยา (ช่วงกรุงเทพอภิวัฒน์–รังสิต)
  • รถไฟฟ้าสายสีม่วง (รฟม.) : ช่วงบางใหญ่–เตาปูน

สถิติความสำเร็จหลังใช้มาตรการบัตรเหมาจ่าย (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569)

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มมาตรการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ปริมาณผู้โดยสารที่ชำระผ่านบัตร EMV Contactless เติบโตอย่างก้าวกระโดด

  • รถไฟฟ้าสายสีแดง มีผู้โดยสารเฉลี่ย 9,460 คน-เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 89.01 และมีรายได้ค่าโดยสารเฉลี่ย 0.31 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 212.43
  • รถไฟฟ้าสายสีม่วง มีผู้โดยสารเฉลี่ย 27,653 คน-เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 135.41 และมีรายได้ค่าโดยสารเฉลี่ย 0.60 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 275.00

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า มาตรการลดค่าครองชีพสามารถกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนทางรางมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โอนสายสีเขียว-สายสีทอง ให้ รฟม. บริหาร

เพื่อให้การบริหารจัดการโครงข่ายรถไฟฟ้าในภาพรวมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบเดียว (Single Authority) ที่ประชุมได้พิจารณาร่าง MOU การโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (ส่วนหลักและส่วนต่อขยาย) รวมถึงสายสีทอง จาก กทม. ให้แก่ รฟม.

ร่าง MOU ฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ซึ่งมี นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง) เป็นประธาน ไปเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 โดยเตรียมเสนอ ครม. พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะเพื่อรองรับการโอนย้ายโครงการ ได้แก่

  1. คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย
  2. คณะอนุกรรมการด้านการประเมินมูลค่าหนี้สินและทรัพย์สิน
  3. คณะอนุกรรมการด้านการประสานงานเทคนิคการเดินรถและการบริหารจัดการ

โรดแมปและเป้าหมายการเปิดใช้งาน 1 มกราคม 2570

เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทันกำหนดเปิดใช้งานในวันที่ 1 มกราคม 2570 ที่ประชุมได้แต่งตั้ง คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า มีรองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง) เป็นประธาน ทำหน้าที่ติดตาม ประเมินผล และรายงานความคืบหน้าเป็นรายสัปดาห์

ขณะเดียวกัน สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้รายงาน แผนพัฒนาระบบตั๋วร่วมระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569–2573) ฉบับทบทวนเดือนตุลาคม 2569 พร้อมชี้แจงความคืบหน้าด้านกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ซึ่งมีการออกกฎหมายลำดับรองและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วรวม 13 ฉบับ (ประกาศ สนข. 5 ฉบับ, ประกาศกระทรวงคมนาคม 6 ฉบับ และประกาศคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม 2 ฉบับ)

การขับเคลื่อนนโยบายตั๋วร่วมและอัตราค่าโดยสารโครงข่ายรถไฟฟ้าในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับระบบขนส่งสาธารณะ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และสร้างโครงข่ายการเดินทางที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด