สทนช. สั่งเฝ้าระวังฝนตกหนักภาคใต้ 24-26 ต.ค. นี้ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดน เร่งพร่องน้ำเขื่อนเสี่ยงเกิน 80% พร้อมแก้ปัญหาน้ำเสียท่วมขังภาคกลาง
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียและน้ำท่วมขังในพื้นที่ภาคกลาง ลุ่มน้ำท่าจีน และเจ้าพระยา พร้อมสั่งการรับมือฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ช่วงปลายเดือนตุลาคม โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฝ้าระวังเขื่อนที่มีปริมาณน้ำสูงกว่า 80% เตรียมพร่องน้ำรองรับสถานการณ์
สทนช. ประชุมอนุกรรมการน้ำ มุ่งแก้ปัญหาน้ำท่วมและคุณภาพน้ำทั่วประเทศ
วันนี้ (20 ต.ค. 69) นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 8/2569 ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำ บริหารจัดการพื้นที่ท่วมขัง และวางแผนรับมือสภาวะฝนตกหนักในระยะถัดไป
การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งในด้านการเร่งระบายน้ำท่วมขัง การฟื้นฟูคุณภาพน้ำเน่าเสีย และการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัว
บูรณาการเร่งแก้ปัญหาน้ำเสีย-น้ำเน่าขังใน 3 จังหวัดภาคกลาง
จากสถานการณ์น้ำท่วมขังยาวนานในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็นกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ปทุมธานี, จ.ปราจีนบุรี และ อ.องครักษ์ จ.นครนายก สทนช. ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้
- กรมชลประทาน ดำเนินการผันน้ำดีเข้ามาช่วยเจือจางและผลักดันน้ำเสียออกจากพื้นที่ พร้อมเร่งจัดเก็บผักตบชวาและสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณหน้าประตูระบายน้ำเพื่อเปิดทางน้ำไหล นอกจากนี้ยังได้ปรับวิธีการบริหารจัดการประตูระบายน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ตมเลนและตะกอนเน่าเสียบริเวณก้นคลองไหลลงสู่ลำน้ำสายหลัก
- กรมพัฒนาที่ดิน เร่งเพิ่มออกซิเจนในน้ำเพื่อลดปัญหาน้ำเน่าเสีย กลิ่นเหม็น และปรับปรุงสภาพน้ำในชุมชน
- กรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และวางมาตรการสกัดคราบน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้มลพิษแพร่กระจายลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำ
การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำท่าจีน เจ้าพระยา และเขื่อนใหญ่ภาคตะวันตก
1. การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำท่าจีน
สทนช. ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ปรับลดปริมาณการระบายน้ำ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาและลดปริมาณน้ำสะสมขังในพื้นที่ พร้อมกันนี้ กรมชลประทานได้ปรับลดการระบายน้ำที่ประตูระบายน้ำพลเทพ เพื่อรักษาระดับน้ำให้เหมาะต่อการเลี้ยงปลาในกระชังของเกษตรกร และทำการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำส่วนเกินออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด
2. แนวโน้มสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทยอยระบายน้ำออกจากพื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำตามลำดับ เพื่อให้เกษตรกรสามารถกลับมาใช้พื้นที่ได้ตามปกติ
3. การปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนใน จ.กาญจนบุรี
สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ใน จ.กาญจนบุรี ทั้ง เขื่อนศรีนครินทร์ และ เขื่อนวชิราลงกรณ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกักเกือบเต็มความจุ แม้การประเมินสภาพอากาศจะคาดว่ามีฝนตกเพิ่มเติมในพื้นที่ไม่มากนัก แต่เพื่อความไม่ประมาท จึงได้ทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำล่วงหน้า โดยการระบายน้ำดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำในลำน้ำสาขาด้านท้ายเขื่อนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
อัปเดตพายุ "จำปี" และเตือนภัยฝนตกหนักพื้นที่ภาคใต้ 24-26 ต.ค. นี้
จากการประเมินของ กรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. พบว่า “พายุจำปี” กำลังเคลื่อนตัวไปทางไต้หวัน และไม่มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง จึงไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาวะอากาศของประเทศ
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ภาคใต้ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกำลังเข้าสู่ฤดูฝนของภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 24–26 ตุลาคม 2569 คาดว่าจะมีฝนตกหนักเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส)
มาตรการเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยภาคใต้
- เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ สทนช. กำชับให้กรมชลประทานเร่งตรวจสอบความพร้อมของเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลในพื้นที่ภาคใต้ ให้มีความพร้อมใช้งานได้ 100%
- การพร่องน้ำในเขื่อนเสี่ยง ให้บริหารจัดการน้ำในเขื่อนต่าง ๆ ให้มีพื้นที่ว่างรองรับน้ำไหลเข้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะเขื่อนในภาคใต้ที่มีปริมาณน้ำเกิน 80% ของความจุเก็บกัก ต้องเตรียมความพร้อมในการพร่องน้ำล่วงหน้า โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำเป็นสำคัญ
- การเฝ้าระวังในพื้นที่ สทนช. จะเข้ากำกับดูแลและติดตามการเตรียมความพร้อมในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากที่อาจเกิดขึ้น
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. เน้นย้ำว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้ประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเร่งระบายน้ำท่วมขัง การฟื้นฟูคุณภาพน้ำ และการวางแผนรับมือฝนตกหนักในระยะต่อไป เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยและปัญหาดินโคลนถล่ม ให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยและกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติได้เร็วที่สุด





