วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

อ่างเก็บน้ำภาคตะวันตกพุ่ง 97% รับมือฝนตกหนัก 21–25 ต.ค. นี้

สทนช. เตือน อ่างเก็บน้ำภาคตะวันตกพุ่งสูง 97% เฝ้าระวังฝนตกหนัก 21–25 ต.ค. นี้ เร่งผันน้ำฝั่งตะวันออกลงอ่าวไทย บรรเทาท่วม กทม.-ปริมณฑล

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศไทย ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2569 เผยภาพรวมฝนตกหนักสะสมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้และภาคตะวันตก พร้อมออกประกาศแจ้งเตือนเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมากช่วงวันที่ 21-25 ตุลาคมนี้ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ด้านสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวมทั่วประเทศพุ่งสูงถึง 83% ของความจุเก็บกัก โดยเฉพาะภาคตะวันตกที่มีปริมาณน้ำแตะระดับ 97% สทนช. เร่งผนึกกำลังกรมชลประทานและ กทม. ผันน้ำฝั่งตะวันออกลงสู่อ่าวไทยเพื่อลดผลกระทบน้ำท่วมขังอย่างยั่งยืน

สถานการณ์ฝนตกสูงสุดรายภาค (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ต.ค. 69)

จากสถิติปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันตกมีปริมาณฝนตกหนักที่สุด โดยมีสถิติปริมาณฝนสูงสุดในแต่ละภาค ดังนี้

  • ภาคใต้ จ.ปัตตานี วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ถึง 252 มิลลิเมตร (ตกหนักมาก)
  • ภาคตะวันตก จ.ประจวบคีรีขันธ์ วัดปริมาณฝนได้ 166 มิลลิเมตร
  • ภาคตะวันออก จ.ระยอง วัดปริมาณฝนได้ 61 มิลลิเมตร
  • ภาคกลาง จ.ชัยนาท วัดปริมาณฝนได้ 55 มิลลิเมตร
  • ภาคเหนือ จ.ตาก วัดปริมาณฝนได้ 44 มิลลิเมตร
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครราชสีมา วัดปริมาณฝนได้ 27 มิลลิเมตร

คาดการณ์สภาพอากาศและพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก (21–25 ต.ค. 69)

สถานการณ์วันนี้ (20 ต.ค. 69)

ภาคตะวันออกและภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นบางแห่ง ประชาชนในพื้นที่เชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำยังต้องเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมขังฉับพลัน

การคาดการณ์แนวโน้มฝน (21–25 ต.ค. 69)

สทนช. ประเมินว่าสภาพอากาศในช่วงวันที่ 21–25 ตุลาคม 2569 จะมีปริมาณฝนเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนในหลายพื้นที่ ได้แก่

  1. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
  2. ภาคกลาง รวมถึงพื้นที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  3. ภาคตะวันออก
  4. ภาคใต้ตอนบน

ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวเตรียมพร้อมรับมือกับฝนตกหนักถึงหนักมากซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังรอการระบายในเขตเมือง และระดับน้ำในลำน้ำสาขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สรุปสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวมทั่วประเทศ

ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ต.ค. 69) อยู่ในเกณฑ์น้ำมากอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ปริมาณน้ำรวมทั้งประเทศ 66,802 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 83% ของความจุเก็บกักรวม
  • ปริมาณน้ำใช้การได้ 42,674 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 75% ของความจุใช้การ

รายงานปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำแยกตามรายภาค

  • ภาคตะวันตก (เฝ้าระวังสูงสุด) ปริมาณน้ำ 27,603 ล้าน ลบ.ม. (97%) ซึ่งใกล้เต็มความจุเก็บกัก
  • ภาคตะวันออก ปริมาณน้ำ 2,812 ล้าน ลบ.ม. (89%)
  • ภาคเหนือ ปริมาณน้ำ 21,121 ล้าน ลบ.ม. (77%)
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปริมาณน้ำ 8,533 ล้าน ลบ.ม. (71%)
  • ภาคกลาง ปริมาณน้ำ 1,312 ล้าน ลบ.ม. (70%)
  • ภาคใต้ ปริมาณน้ำ 5,421 ล้าน ลบ.ม. (69%)

สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ข้อมูล ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2569 ปริมาณน้ำสะสมใน 4 เขื่อนหลักมีรายละเอียดดังนี้

  • เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำ 798 ล้าน ลบ.ม. (92%)
  • เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปริมาณน้ำ 797 ล้าน ลบ.ม. (85%)
  • เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณน้ำ 7,772 ล้าน ลบ.ม. (82%)
  • เขื่อนภูมิพล ปริมาณน้ำ 9,490 ล้าน ลบ.ม. (70%)

จากตัวเลขข้างต้น จะเห็นได้ว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำกักเก็บในระดับสูงเกินกว่า 85% จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการการระบายน้ำอย่างประณีตเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน

สทนช. บูรณาการเร่งระบายน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ลงสู่อ่าวไทย

เพื่อลดผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมขังและเตรียมพื้นที่รองรับปริมาณฝนที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 21–25 ตุลาคมนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ลงพื้นที่ร่วมกับ กรมชลประทาน และ กรุงเทพมหานคร เพื่อติดตามและบริหารจัดการน้ำในระบบเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี, นครนายก, ฉะเชิงเทรา, สมุทรปราการ และ กรุงเทพมหานคร

มาตรการสำคัญในการคลี่คลายสถานการณ์น้ำท่วมขัง

  1. เชื่อมโยงโครงข่ายการระบายน้ำเป็นระบบเดียว เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างกรมชลประทาน กทม. และท้องถิ่น โดยเฉพาะการระบายน้ำจากเทศบาลนครรังสิตและจังหวัดนครนายก ผ่าน คลองรังสิตประยูรศักดิ์ เพื่อชักน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและเร่งระบายออกสู่ทะเล
  2. ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและขุดลอกลำคลอง เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในจุดยุทธศาสตร์ พร้อมขุดลอกสิ่งกีดขวางทางน้ำตามเส้นทางระบายน้ำหลักที่มุ่งหน้าลงสู่อ่าวไทย ในเขตกรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ
  3. กำจัดจุดคอขวดทางน้ำ เร่งแก้ไขปัญหาจุดคอขวดที่เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะบริเวณ ใต้สะพานมอเตอร์เวย์, คลองหลวงแพ่ง, และ คลองท่าลาด
  4. เฝ้าระวังพื้นที่คันกั้นน้ำ ติดตามสถานการณ์น้ำล้นถนนคันน้ำอย่างใกล้ชิด บริเวณ คลองชวดงูเห่า อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตร

สทนช. ยืนยันว่าจะประสานความร่วมมือระหว่างทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชน คลี่คลายสถานการณ์ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากทางราชการอย่างใกล้ชิด