สทนช. ออกประกาศ ฉบับที่ 11/2569 เตือน 10 จังหวัดภาคใต้รับมือฝนตกหนัก เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ช่วง 23-26 ต.ค. นี้
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศเตือนภัยฉบับที่ 11/2569 ให้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ภาคตะวันออก และพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำสำคัญ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และระดับน้ำล้นตลิ่งอย่างใกล้ชิด ในช่วงวันที่ 23 – 26 ตุลาคม 2569 หลังพบปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาที่ส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากสะสมในหลายพื้นที่ พร้อมกำชับหน่วยงานภาครัฐเร่งเตรียมแผนรับมือและพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80
เปิดสาเหตุสภาพอากาศทำฝนตกหนักสะสม
จากการติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศของ สทนช. ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า ปัจจุบันมี ร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ตอนล่าง ประกอบกับ บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นได้แผ่ลงมาปกคลุม บริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้
ลักษณะดังกล่าวส่งผลให้เกิด ลมฝ่ายตะวันออกพัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน นำความชื้นเข้ามาปะทะจนเกิดฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ นอกจากนี้ การประเมินพื้นที่เสี่ยงจากกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรธรณี ยังชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ต้นน้ำหลายแห่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากปริมาณฝนสะสมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เจาะลึกพื้นที่เสี่ยงภัย 10 จังหวัดภาคใต้ (23 - 26 ต.ค. 2569)
สทนช. ได้ระบุพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขังขอบเขตชุมชนเมืองเนื่องจากการระบายน้ำไม่ทัน รวมทั้งสิ้น 10 จังหวัดในภาคใต้ ได้แก่
- จังหวัดระนอง อำเภอเมืองระนอง และอำเภอสุขสำราญ
- จังหวัดพังงา อำเภอเมืองพังงา, ตะกั่วป่า, กะปง, คุระบุรี และท้ายเหมือง
- จังหวัดภูเก็ต อำเภอเมืองภูเก็ต, ถลาง และกะทู้
- จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอพุนพิน, ท่าฉาง และพนม
- จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอเชียรใหญ่ และชะอวด
- จังหวัดพัทลุง อำเภอควนขนุน, กงหรา และป่าพะยอม
- จังหวัดสงขลา อำเภอคลองหอยโข่ง, หาดใหญ่ และจะนะ
- จังหวัดสตูล อำเภอควนกาหลง
- จังหวัดยะลา อำเภอธารโต
- จังหวัดนราธิวาส อำเภอสุคิริน
เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก น้ำเกิน 80%
นอกเหนือจากพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักแล้ว สทนช. ยังเน้นย้ำให้เฝ้าระวังบริหารจัดการน้ำใน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก เพื่อป้องกันน้ำล้นอ่างและกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ ได้แก่
- ภาคตะวันออก อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำประแสร์ (จ.ระยอง), อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา (จ.ปราจีนบุรี)
- ภาคตะวันตก อ่างเก็บน้ำวชิราลงกรณ และอ่างเก็บน้ำศรีนครินทร์ (จ.กาญจนบุรี), อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน (จ.เพชรบุรี), อ่างเก็บน้ำปราณบุรี (จ.ประจวบคีรีขันธ์)
พร้อมทั้งกำชับให้เฝ้าระวัง อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี, ราชบุรี, เพชรบุรี, ระนอง, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สงขลา และสตูล
เตือนแม่น้ำสายหลัก-ลำน้ำสาขา ระดับน้ำเพิ่มสูงฉับพลันและล้นตลิ่ง
สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้เตรียมรับมือระดับน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร ในสายน้ำสำคัญดังต่อไปนี้
- ภาคตะวันตก แม่น้ำแควน้อย และแม่น้ำแควใหญ่ (จ.กาญจนบุรี), แม่น้ำเพชรบุรี (จ.เพชรบุรี)
- ภาคใต้ตอนบน แม่น้ำตาปี และแม่น้ำพุมดวง (จ.สุราษฎร์ธานี), แม่น้ำตะกั่วป่า (จ.พังงา)
- ภาคใต้ตอนล่าง แม่น้ำสายบุรี, แม่น้ำโก-ลก และคลองตันหยงมัส (จ.นราธิวาส)
มาตรการรองรับสถานการณ์และแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพื่อบรรเทาความเสียหายและป้องกันอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สทนช. ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามมาตรการรับมือ 4 ข้อหลักอย่างเคร่งครัด
- ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เฝ้าระวังพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ภายใน 24 ชั่วโมง และจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก
- เร่งการระบายน้ำและพร่องน้ำ ตรวจสอบ ซ่อมแซม คันกั้นน้ำริมแม่น้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ปรับแผนบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ ประตูระบายน้ำ และเขื่อนต่าง ๆ ให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยต้องคำนึงถึงอิทธิพลของน้ำทะเลหนุนสูง
- เตรียมพร้อมเครื่องมือและกำลังพล จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ ลอกท่อระบายน้ำ และวางแผนบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง
- แจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า ประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมตัวยกของขึ้นที่สูง หรืออพยพได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ข้อแนะนำสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
ประชาชนในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ และบริเวณใกล้เคียงกับลำน้ำสายหลัก ควรรักษาสติและปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้
- ขนย้ายสิ่งของ สิ่งมีค่า และอุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นที่สูง
- ติดตามข่าวสารประกาศเตือนภัยจากทางราชการ และ สทนช. อย่างใกล้ชิด
- ตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้าน และระมัดระวังอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่วในช่วงน้ำท่วมขัง
- หลีกเลี่ยงการสัญจรผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมสูงหรือน้ำไหลเชี่ยว และบริเวณพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่ม





