วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปชัด! สินเชื่อชะลอขายข้าว ปี 69/70 หอมมะลิรับสูงสุด 13,000 /ตัน

รัฐบาลอัดฉีดสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือก ปี 69/70 วงเงินรวม 5.8 หมื่นลบ. ช่วยชาวนาชะลอขายรอราคา หอมมะลิรับสูงสุด 13,000 บาท/ตัน

ข่าวดีสำหรับ พี่น้องเกษตรกรและชาวนาไทยทั่วประเทศ! นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวและการดูแลรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างภาคการเกษตรภายใต้แนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy)

การขับเคลื่อนมาตรการในครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 โครงการหลัก อัดฉีดกรอบวงเงินรวมทั้งสิ้น 58,912.64 ล้านบาท แบ่งเป็น วงเงินสินเชื่อ 49,275 ล้านบาท และ วงเงินชดเชยจ่ายขาด 9,637.64 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกนาปีที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ลดแรงกดดันด้านราคา และป้องกันปัญหาการถูกกดราคาสินค้าเกษตร

สรุปวงเงินสินเชื่อและอัตราการช่วยเหลือชาวนา จำแนกตามประเภทข้าว

จุดเด่นของมาตรการรอบนี้คือการเน้น "บริการประชาชนและเกษตรกร" ผ่านโครงการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำและเงื่อนไขพิเศษ เพื่อให้เกษตรกรไม่ต้องเร่งรีบเก็บเกี่ยวและขนส่งข้าวไปขายในช่วงที่ตลาดมีปริมาณข้าวล้น ช่วยสร้างอำนาจต่อรองและดึงราคาข้าวเปลือกในตลาดให้สูงขึ้น

1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี (ชะลอขายรอราคา)

วงเงินงบประมาณ 40,928.39 ล้านบาท เป้าหมายดูดซับผลผลิตข้าวเปลือก 3 ล้านตัน เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้าวเปลือกไปจัดเก็บไว้ในยุ้งฉลามหรือสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อรอขายในช่วงที่ราคาตลาดปรับตัวสูงขึ้น โดยรัฐบาลรับภาระจ่ายดอกเบี้ยแทนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรทั้งหมด

อัตราวงเงินสินเชื่อจำแนกตามประเภทข้าวเปลือก (ต่อตัน)

  • ข้าวหอมมะลิ ให้สินเชื่อสูงถึง 13,000 บาท/ตัน
  • ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ให้สินเชื่อ 11,500 บาท/ตัน
  • ข้าวปทุมธานี ให้สินเชื่อ 8,500 บาท/ตัน
  • ข้าวเหนียว ให้สินเชื่อ 9,500 บาท/ตัน
  • ข้าวเจ้า ให้สินเชื่อ 6,500 บาท/ตัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียม ค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าว เพื่อสนับสนุนเพิ่มเติมให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการตามเงื่อนไขที่กำหนด

เจาะลึก 4 โครงการเสริมสภาพคล่องสถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ

นอกเหนือจากการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยโดยตรงแล้ว รัฐบาลยังได้วางมาตรการรองรับเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร และภาคเอกชน ในการช่วยดึงผลผลิตออกจากตลาด

2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร

  • วงเงินสินเชื่อ 15,656.25 ล้านบาท 
  • เป้าหมาย รวบรวมข้าวเปลือกจำนวน 1.5 ล้านตัน 
  • ประโยชน์ที่ได้รับ อุดหนุนสินเชื่อแก่สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อนำไปใช้รวบรวมข้าวเปลือกสำหรับแปรรูปหรือจำหน่าย โดยสถาบันเกษตรกรจะรับภาระดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี เท่านั้น ขณะที่รัฐบาลจะช่วยชดเชยดอกเบี้ยให้อีก 3.50% ต่อปี ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและเสริมกำลังในการรับซื้อข้าวจากเกษตรกรในท้องถิ่น

3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก

  • วงเงินชดเชยจ่ายขาด 564 ล้านบาท
  • เป้าหมาย สต็อกข้าวเปลือก 4 ล้านตัน
  • ประโยชน์ที่ได้รับ สนับสนุนส่วนต่างดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประกอบการโรงสีและโรงค้าข้าวที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อจูงใจให้เร่งซื้อข้าวเปลือกเก็บไว้ในสต็อกในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด

4. โครงการดูดซับข้าวเปลือก

  • วงเงินงบประมาณ 1,680 ล้านบาท
  • เป้าหมาย ดูดซับปริมาณข้าวเปลือก 3 ล้านตัน
  • ประโยชน์ที่ได้รับ รัฐบาลสนับสนุนการรับซื้อข้าวเปลือกในราคานำตลาด เพื่อพยุงไม่ให้ราคาขายหน้าร้านหรือหน้าโรงสีร่วงลงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

5. โครงการส่งเสริมข้าวคุณภาพสูง (ข้าวประณีต ระยะที่ 2)

  • วงเงินงบประมาณ 84 ล้านบาท 
  • เป้าหมาย กลุ่มเกษตรกร 266 กลุ่มทั่วประเทศ
  • ประโยชน์ที่ได้รับ สนับสนุนเงินทุนตรงกลุ่มละ 300,000 บาท เพื่อนำไปปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต พัฒนาบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์แปรรูป ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อก้าวไปสู่การทำเกษตรมูลค่าสูง

รัฐบาลย้ำ! ไม่ใช่แค่พยุงราคาสั้นๆ แต่คือการปฏิรูปยั่งยืน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา กล่าวเพิ่มเติมถึงการบริหารงบประมาณว่า กระทรวงการคลังได้พิจารณาปรับลดกรอบวงเงินชดเชยของโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก เพื่อให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนจริง และไม่เป็นภาระทางการคลังมากเกินจำเป็น ในขณะที่โครงการดูดซับข้าวเปลือกนั้น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอให้พิจารณาใช้เงินจาก กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เป็นลำดับแรก ซึ่งจะสามารถเริ่มดำเนินโครงการได้ทันทีหลังจากได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ

“รัฐบาลมุ่งดูแลชาวนาไม่ให้ต้องเร่งขายข้าวในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน พร้อมเพิ่มช่องทางรับซื้อและสนับสนุนการแปรรูปข้าวคุณภาพสูง เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม มาตรการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการพยุงราคาข้าวระยะสั้น แต่ยังมุ่งปรับโครงสร้างการผลิต เพิ่มมูลค่าข้าวไทย และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว” นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

การขับเคลื่อนมาตรการทั้ง 5 โครงการนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญตามแนวนโยบาย New Rice Economy ของรองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่มุ่งหวังยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาไทยให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการสินเชื่อสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดใกล้บ้านได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป