วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

ราคาข้าวพุ่ง สวนทางการค้าโลกลด ‘เวียดนาม-กัมพูชา’ รับผลตะวันออกกลางเดือด

อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หรือราวเดือน พ.ย. ของทุกปี ผลผลิตข้าวนาปีของไทยจะเริ่มออกสู่ตลาด โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ปีการผลิต 2569/70 คาดว่าจะมีผลผลิตข้าวเปลือกออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีราว 16.795 ล้านตัน คิดเป็น 65% ของผลผลิตข้าวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ตลาดส่งออกข้าว ซึ่งรองรับผลผลิตไทยในสัดส่วนมากกว่าครึ่ง ยังเผชิญทิศทางที่ไม่สดใสนัก

รายงาน Rice Outlook เดือน ก.ย. 2569 ของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) ระบุว่า การค้าข้าวโลกปี 2569/70 แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อน โดยอยู่ที่ 62.7 ล้านตัน หลังถูกปรับลดลง 160,000 ตัน

ประเทศที่ถูกปรับลดคาดการณ์การส่งออกมากที่สุดคือกัมพูชา โดยลดลง 200,000 ตัน เหลือ 3.6 ล้านตัน เนื่องจากคาดว่ายอดขายข้าวในปี 2569/70 ไปยังเวียดนามจะยังชะลอตัว แม้การส่งออกข้าวสารไปยังตลาดอื่นยังอยู่ในระดับสูง

โดยปกติกัมพูชาส่งออกข้าวเปลือกไปยังเวียดนาม เนื่องจากเวียดนามมีความได้เปรียบด้านต้นทุนจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการสีข้าว การอบแห้ง และการเก็บรักษาที่มีประสิทธิภาพกว่า ส่งผลให้การนำเข้าข้าวของเวียดนามในปี 2569/70 ถูกปรับลดลง 200,000 ตัน เหลือ 3.6 ล้านตัน จากความต้องการข้าวเปลือกจากกัมพูชาที่อ่อนตัวลง

USDA ยังปรับลดประมาณการการค้าข้าวปี 2568/69 โดยลดคาดการณ์การส่งออกข้าวของอินเดียลง 500,000 ตัน จากการส่งออกไปยังตลาดสำคัญ โดยเฉพาะอิรักและอิหร่าน ที่ชะลอกว่าคาด เนื่องจากอุปสรรคด้านโลจิสติกส์จากความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งกระทบการนำเข้าสินค้าหลายประเภท รวมถึงข้าว

ขณะเดียวกัน การนำเข้าข้าวของอิหร่านและอิรักถูกปรับลดลง 100,000 ตัน และ 200,000 ตัน ตามลำดับ ส่วนการนำเข้าข้าวของเวียดนามปี 2568/69 ลดลง 200,000 ตัน เหลือ 3.1 ล้านตัน สอดคล้องกับการปรับลดประมาณการส่งออกข้าวของกัมพูชาในปีเดียวกัน 200,000 ตัน โดยกัมพูชายังเผชิญอุปสรรคด้านโลจิสติกส์และความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานจากสถานการณ์ชายแดนกัมพูชา-ไทย

สต็อกอินเดียสูงหนุนอุปทานโลก

อย่างไรก็ตาม USDA ประเมินว่า อุปทานและสต็อกข้าวโลกปลายงวดปี 2569/70 จะเพิ่มขึ้น โดยสต็อกยกมาจากปีการตลาด 2568/69 ที่อยู่ในระดับสูง จะช่วยชดเชยผลผลิตข้าวโลกที่ลดลงสุทธิ ส่งผลให้อุปทานข้าวโลกจากผลผลิตฤดูใหม่ถูกปรับเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านตัน สู่ระดับเกือบ 737 ล้านตัน

ปัจจัยสำคัญมาจากการปรับเพิ่มข้อมูลสต็อกข้าวปลายงวดของอินเดียในปี 2568/69 จำนวน 4.5 ล้านตัน สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 58.5 ล้านตัน ซึ่งส่งผลให้สต็อกยกมาของปี 2569/70 เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ราคาข้าวเปลือกขยับรับความเสี่ยงเอลนีโญ

ข้อมูลกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ปีการผลิต 2569/70 ผลผลิตข้าวของไทยคาดอยู่ที่ 25.83 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลง 4.23% จากปีก่อน เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนปล่อยพื้นที่ว่างจากต้นทุนการผลิต ทั้งปุ๋ยและน้ำมันที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่เกษตรกรจะไม่สามารถทำนาปีรอบ 2 ได้ จากปริมาณฝนที่น้อยและภาวะฝนทิ้งช่วงอันเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศ ณ เดือน ส.ค. 2569 ปรับตัวสูงขึ้นทุกประเภท

ข้าวเปลือกหอมมะลิมีราคาเฉลี่ย 17,750 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 9.6% จากราคาเฉลี่ย 16,189 บาทต่อตันในปี 2568 ขณะที่ข้าวเปลือกเจ้ามีราคา 8,850 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 13.2% จากเฉลี่ย 7,819 บาทต่อตันในปี 2568

ด้านการส่งออก ข้อมูลกรมศุลกากรและใบอนุญาตส่งออกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค. 2569 ไทยส่งออกข้าว 4.61 ล้านตัน ลดลง 13.28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 5.31 ล้านตัน มูลค่าส่งออกอยู่ที่ 2,686 ล้านดอลลาร์ ลดลง 13.57% จาก 3,108 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปี 2568

ขณะที่เงินบาทเฉลี่ยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 32.39 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น 2.61% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออกข้าวไทย

ลุ้นภัยแล้งหนุนคำสั่งซื้อข้าวไทย

แม้การส่งออกข้าวไทยในภาพรวมจะชะลอตัว แต่แนวโน้มภัยแล้งจากเอลนีโญอาจทำให้หลายประเทศผู้นำเข้าเพิ่มการนำเข้าข้าว เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านผลผลิตและเสริมความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อโอกาสส่งออกของไทยในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน เวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญ มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการสำรองผลผลิตเพื่อรองรับการบริโภคภายในประเทศก่อน เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกอาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและทำให้ผลผลิตลดลง สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ไทยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อจากจุดแข็งด้านคุณภาพข้าว ปริมาณสินค้าที่พร้อมส่งออก และความสามารถในการส่งมอบตามกำหนดสัญญา

ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค. 2569 ไทยส่งออกข้าวรวม 3.90 ล้านตัน โดยตลาดแอฟริกามีสัดส่วนสูงสุด 37.02% ของปริมาณส่งออกทั้งหมด รองลงมาคือเอเชีย 32.13% อเมริกา 13.11% ตะวันออกกลาง 9.77% ยุโรป 4.63% และโอเชียเนีย 3.34%

แอฟริกายังเป็นฐานสำคัญของข้าวขาวและข้าวนึ่งไทย โดยมีแอฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โมซัมบิก เซเนกัล และแองโกลา เป็นตลาดหลัก ขณะที่ตลาดเอเชีย ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ รองรับทั้งข้าวขาว ข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว

สำหรับตลาดอเมริกา โดยเฉพาะสหรัฐ แคนาดา และเปอร์โตริโก เป็นตลาดสำคัญของข้าวหอมมะลิไทย ส่วนตลาดตะวันออกกลาง ได้แก่ อิรัก เยเมน ตุรกี ซีเรีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่ยุโรปและโอเชียเนีย แม้มีสัดส่วนไม่สูงมาก แต่ยังเป็นตลาดข้าวคุณภาพ โดยมีฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ปาปัวนิวกินี และออสเตรเลีย เป็นประเทศนำเข้าสำคัญ

เมื่อจำแนกตามชนิดสินค้า ข้าวขาวเป็นสินค้าส่งออกหลัก ปริมาณ 1.87 ล้านตัน รองลงมาคือข้าวหอมมะลิไทย 0.91 ล้านตัน ข้าวนึ่ง 0.72 ล้านตัน ข้าวหอมไทย 0.26 ล้านตัน ข้าวเหนียว 0.12 ล้านตัน และข้าวกล้อง 0.01 ล้านตัน สะท้อนว่าไทยยังมีตลาดส่งออกที่หลากหลาย แต่จำเป็นต้องรักษาความสามารถด้านราคา คุณภาพ และการส่งมอบสินค้า เพื่อรับมือการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น

ราคาข้าวพุ่ง สวนทางการค้าโลกลด  ‘เวียดนาม-กัมพูชา’ รับผลตะวันออกกลางเดือด