วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

สทนช. ขีดเส้น 20 ต.ค. ดึง กทม.-8 จังหวัด ผุด 'โครงข่ายแก้มลิง' สู้น้ำท่วม

สทนช. จับมือ กทม. และ 8 จังหวัดปริมณฑล เร่งผุด "โครงข่ายแก้มลิง" ชะลอน้ำหลาก-สำรวจพื้นที่รับน้ำใหม่ ขีดเส้นส่งแผนครบ 20 ต.ค. นี้ เพื่อแก้น้ำท่วมยั่งยืน

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ถกนัดสำคัญร่วมกับ กทม. และหน่วยงานเครือข่าย 8 จังหวัดปริมณฑล เร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์การเพิ่มพื้นที่รับน้ำและกักเก็บน้ำตามนโยบายรัฐบาล ผ่านโมเดล "โครงข่ายแก้มลิง" หวังบรรเทาปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างยั่งยืน พร้อมกำหนดเส้นตาย 20 ตุลาคมนี้ ทุกหน่วยงานต้องส่งแผนงานเพื่อขับเคลื่อนโครงการทั้งระยะสั้นและระยะยาว

สทนช. เคลื่อนทัพถก กทม. และ 8 จังหวัด บูรณาการพื้นที่แก้มลิงรับน้ำหลาก

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ำของประเทศว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายข้อสั่งการให้ สทนช. ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการเพิ่มพื้นที่รองรับและกักเก็บน้ำในรูปแบบของพื้นที่แก้มลิงนั้น

ล่าสุด สทนช. ได้เปิดเวทีหารือร่วมกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมชลประทาน, กรมทรัพยากรน้ำ, กรมโยธาธิการและผังเมือง, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, กรมทางหลวง และตัวแทนจากจังหวัดโดยรอบกรุงเทพฯ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทาง วางแผนพัฒนาพื้นที่แก้มลิงให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สามารถชะลอน้ำหลากในฤดูฝน และสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปภารกิจและมอบหมายงานรายหน่วยงาน-รายพื้นที่

เพื่อให้การขับเคลื่อนงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่มีพื้นที่ทับซ้อน ที่ประชุมได้แบ่งบทบาทหน้าที่และมอบหมายภารกิจสำคัญให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการดังนี้

1. กรมทรัพยากรน้ำ

  • เร่งรัดโครงการแก้มลิงบ้านเนินเหล่าสูง จ.นครนายก ดำเนินการสำรวจ ออกแบบ และสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เพื่อเร่งรัดขั้นตอนให้รวดเร็วขึ้น
  • จัดส่งฐานข้อมูลปี 2570 ส่งข้อมูลรายงานความก้าวหน้าหรือร่างผลการศึกษาโครงการแก้มลิงที่อยู่ระหว่างการศึกษาในปี 2570 ให้แก่ สทนช. เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลกลาง

2. กรมชลประทาน

  • วิเคราะห์พื้นที่ลุ่มต่ำเหนือนครสวรรค์ จัดส่งรายละเอียด เงื่อนไข และข้อจำกัดจากการศึกษาพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น แนวทางการจัดตั้งกองทุนชดเชยประชาชน และการจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำร่วมกัน
  • ปรับปรุงแผนงาน ประสานงานตรวจสอบและปรับชุดข้อมูลแผนงานโครงการแก้มลิงร่วมกับ สทนช. ให้มีความสอดคล้องเป็นภาพเดียวกัน

3. กรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และจังหวัด

  • พิจารณาขอบเขตอำนาจหน้าที่ ร่วมกันพิจารณากรอบอำนาจในการดำเนินโครงการแก้มลิงในเขตกรุงเทพมหานคร
  • ตรวจสอบพื้นที่สาธารณะใน 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา, นครนายก, นครปฐม, สมุทรปราการ และพระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจสอบว่ามีความทับซ้อนกับการขอใช้ประโยชน์ของหน่วยงานอื่นหรือไม่ ก่อนนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นโครงข่ายแก้มลิง

4. จังหวัดนนทบุรี

  • รวบรวมพื้นที่สีเขียวรับน้ำ มอบหมายให้ท้องถิ่นจังหวัดรวบรวมข้อมูลศักยภาพการกักเก็บน้ำภายในพื้นที่สวนสาธารณะและอุทยานรวม 5 แห่ง เพื่อนำเสนอ สทนช. ต่อไป

5. จังหวัดสมุทรปราการ, นครปฐม และนครนายก

  • ประยุกต์ใช้ผังภูมิสังคม มอบหมายให้โยธาธิการจังหวัดและผังเมืองจังหวัด นำข้อมูลผังภูมิสังคม (Geo-Social Map) มาพิจารณาบรรจุลงในแผนพัฒนาโครงการแก้มลิงของจังหวัดเพิ่มเติม

6. จังหวัดสมุทรสาคร

  • ฟื้นฟูแก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย จัดทำรายละเอียดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับบำรุงรักษาและขุดลอกแก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย
  • เตรียมพื้นที่ขยายผลปี 2572 เร่งสำรวจพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อเตรียมพร้อมรองรับการดำเนินโครงการใหญ่ในปี 2572

ขีดเส้นตาย 20 ตุลาคมนี้ ทุกหน่วยงานเสนอแผนแก้มลิงเพิ่มเติม

นายชยันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้กำหนดหมุดหมายสำคัญ โดยขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อมูลเชิงลึกและนำเสนอแผนงานพัฒนาโครงการแก้มลิงในพื้นที่ที่รับผิดชอบเพิ่มเติม ส่งให้ สทนช. ภายในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ เพื่อที่จะได้นำรวบรวม วิเคราะห์ และวางโครงข่ายระบบแก้มลิงในภาพรวมของประเทศได้อย่างเป็นระบบ

แก้มลิง หัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำสู้ภัยแล้งและน้ำท่วม

โครงการแก้มลิง เป็นหนึ่งในแนวทางการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริและยุทธศาสตร์ชาติตามหลักการ "ชะลอน้ำช่วงน้ำหลาก กักเก็บน้ำไว้ใช้ช่วงถดถอย" การเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ (Retention Area) ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณน้ำไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงมรสุมเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำสำรองที่สำคัญสำหรับการเกษตรและการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งอีกด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลยังมีแผนเร่งสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายผลการพัฒนาโครงการแก้มลิงไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศในระยะต่อไป เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต