ส.อ.ท. เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ก.ย. พุ่งแตะ 90.7 รับอานิสงส์ลดค่าไฟ-คำสั่งซื้อปลายปี ชง 3 ข้อเสนอรับมือน้ำท่วมเชิงรุก พร้อมดัน “MiT” ขยายตลาด 2 แสนล้าน
KEY POINTS
- ส.อ.ท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ย. 69 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 90.7 จาก 89.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากการลดค่าไฟฟ้า การเร่งผลิตสินค้ารับเทศกาลปลายปี และการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
- จากสถานการณ์อุทกภัยใน 14 จังหวัดที่สร้างความเสียหายราว 6,000-7,000 ล้านบาท ส.อ.ท. ได้ยื่น 3 ข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อรับมือเชิงรุก ได้แก่ การยกระดับการบริหารจัดการอุทกภัย, การส่งเสริมการประหยัดพลังงาน และการผลักดันสินค้า Made in Thailand
- ส.อ.ท. เดินหน้าผลักดันโครงการ Made in Thailand (MiT) โดยตั้งเป้าขยายมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าไทยในภาครัฐจาก 1 แสนล้านบาท สู่ 2 แสนล้านบาทในปีหน้า เพื่อสร้างตลาดและเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนกันยายน 2569 จากผู้ประกอบการ 1,330 ราย ใน 48 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.70 จากระดับ 89.7 ในเดือนสิงหาคม
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้า งวดเดือน ก.ย.–ธ.ค. 2569 ลงเหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนภาคธุรกิจ ประกอบกับผู้ประกอบการเร่งผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อล่วงหน้าเพื่อรองรับเทศกาลช่วงปลายปี โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ รวมถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (BEV และ PHEV) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center
อย่างไรก็ดี ภาคอุตสาหกรรมยังคงเผชิญปัจจัยกดดันจากต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าระวางเรือในบางเส้นทางที่พุ่งขึ้น รวมถึงการทะลักของสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น 8.3% YoY ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 97.70 จากผลเชิงบวกของทิศทางทางการค้าโลกและความต้องการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังน้ำลด
อุทกภัย 14 จังหวัด เสียหาย 6-7 พันล้าน
จากสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อสมาชิกภาคอุตสาหกรรมใน 14 จังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลางตอนล่าง มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบเบื้องต้นประมาณ 2,000 ราย ประเมินมูลค่าความเสียหายทางตรงอยู่ที่ 6,000-7,000 ล้านบาท (ยังไม่รวมผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทานหรือ Supply Chain)
ส.อ.ท. จึงได้ยื่นข้อเสนอเร่งด่วน 3 ด้านต่อภาครัฐ เพื่อรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่มีความซับซ้อนและคาดการณ์ยากขึ้น ได้แก่
1. ยกระดับการบริหารจัดการอุทกภัยเชิงรุก: เชื่อมโยงข้อมูลน้ำ แจ้งเตือนล่วงหน้า (Early Warning) วางโครงสร้างสั่งการข้ามลุ่มน้ำ และเร่งรัดการจ่ายสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย
2. ส่งเสริมการประหยัดพลังงาน ออกมาตรการลดค่าไฟตามสัดส่วนการใช้พลังงาน สนับสนุนทุนติดตั้ง Solar Cell และแจกคูปองส่วนลดเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ผลิตในประเทศ
3. ผลักดันสินค้า Made in Thailand (MiT) บังคับใช้สินค้า MiT ในการจัดซื้อจัดจ้างและงานก่อสร้างภาครัฐ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนหันมาใช้สินค้าไทย
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนฟื้นฟูโรงงานหลังน้ำลด ได้แก่ การตรวจสอบมลพิษและระบบน้ำเสีย, การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SMEs พร้อมเร่งจ่ายประกัน, และการยกระดับแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ให้ครอบคลุมทุกขนาดกิจการ
ในมิติของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ส.อ.ท. เดินหน้าผลักดันระบบนิเวศสินค้าไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Made in Thailand (MiT) โดยตั้งเป้าขยายมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าไทยจาก 100,000 ล้านบาท สู่ 200,000 ล้านบาท ในปีหน้า เพื่อสร้างตลาดรองรับและเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs
ชูเวทีเจ้าภาพ IMF หนุนเศรษฐกิจสะพัด 2 พันล้าน
พร้อมกันนี้ นางพิมพ์ใจได้กล่าวถึงการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้นทันทีประมาณ 2,000 ล้านบาท จากผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ
พร้อมกันนี้ยังเป็นการต่อยอดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ บุคลากร และเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะกลางถึงระยะยาวอีกด้วย





