วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผงะน้ำสีรุ้งปราจีนบุรี ผลแล็บฟ้องสารปิโตรเลียมทะลักเฉียดแสน

ผงะ! ผลตรวจน้ำสีรุ้งท้ายบ่อฝังกลบปราจีนฯ พบสารปิโตรเลียมปนเปื้อนพุ่งทะลุ 1.1 แสน มก. คพ. จับมือกรมโรงงานฯ ลุยดำเนินคดีเอาผิดลักลอบปล่อย

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ยกระดับการยับยั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อม เร่งตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษและเตรียมนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด หลังผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากห้องปฏิบัติการยืนยันพบ สารกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน (Petroleum Hydrocarbons) ปนเปื้อนในปริมาณสูงผิดปกติ บริเวณพื้นที่ท้ายน้ำติดกับบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมต้องสงสัยในจังหวัดปราจีนบุรี

เปิดผลวิเคราะห์แล็บ สารเคมีทะลักจุดเกิดเหตุเฉียด 1.1 แสน มก./ลิตร

เหตุการณ์ปนเปื้อนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่พบการกระจายตัวของ "คราบน้ำสีรุ้ง" ลอยปกคลุมบริเวณพื้นผิวน้ำใกล้เคียงกับบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี ทางกรมควบคุมมลพิษ โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด่วนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา

ในการลงพื้นที่เก็บตัวอย่าง เจ้าหน้าที่ได้ใช้นวัตกรรมการเก็บตัวอย่างน้ำแบบแนวนอน (Horizontal Water Sampler) ดำเนินการจัดเก็บตัวอย่างน้ำในรัศมีตั้งแต่จุดรั่วไหลของคันดินฝังกลบกากขยะอุตสาหกรรมครอบคลุมระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร รวมทั้งหมด 3 จุดตรวจวัดสำคัญ ผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยืนยันล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 เผยให้เห็นตัวเลขน่าตกใจ ดังนี้

ผงะน้ำสีรุ้งปราจีนบุรี ผลแล็บฟ้องสารปิโตรเลียมทะลักเฉียดแสน

จุดที่ 1 ระยะห่างประมาณ 65 เมตร จากคันดินที่รั่ว (จุดต้นน้ำมลพิษ)

เป็นจุดที่อยู่ใกล้เคียงกับบ่อฝังกลบมากที่สุด พบการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในระดับเข้มข้นรุนแรง

  • ปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน พุ่งสูงถึง 114,860 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • เหล็ก (Fe) 0.98 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • อะลูมิเนียม (Al) 1.146 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • แบเรียม (Ba) 0.041 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • ทองแดง (Cu) 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

จุดที่ 2 ระยะห่างประมาณ 435 เมตร จากคันดินที่รั่ว (จุดกลางน้ำ)

ผลตรวจวัดเริ่มแสดงแนวโน้มการเจือจางของมลพิษตามระยะทาง

  • ปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน ตรวจพบปริมาณเล็กน้อย (น้อยกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร)
  • เหล็ก (Fe) 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • อะลูมิเนียม (Al) 1.294 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • แบเรียม (Ba) 0.038 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • ทองแดง (Cu) ปริมาณเล็กน้อย (น้อยกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร)

จุดที่ 3: ระยะห่างประมาณ 850 เมตร จากคันดินที่รั่ว (จุดปลายน้ำ)

  • ปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน ตรวจพบปริมาณเล็กน้อย (น้อยกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร)
  • เหล็ก (Fe) 0.70 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • อะลูมิเนียม (Al) น้อยกว่า 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • แบเรียม (Ba) 0.051 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • ทองแดง (Cu) ปริมาณเล็กน้อย (น้อยกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร)

ผงะน้ำสีรุ้งปราจีนบุรี ผลแล็บฟ้องสารปิโตรเลียมทะลักเฉียดแสน

วิเคราะห์ภัยเงียบจาก "ปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน" และโลหะหนัก

จากผลการทดสอบของห้องปฏิบัติการ คพ. ได้ชี้แจงว่า ผลการตรวจวัดเป็นพยานหลักฐานมัดแน่นว่ามีการ รั่วไหลและปนเปื้อนของสารเคมีกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน บริเวณพื้นที่ท้ายน้ำบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมในปริมาณที่สูงมากอย่างมีนัยสำคัญ

สารกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนถือเป็นวัตถุอันตรายและมลพิษร้ายแรงต่อระบบนิเวศทางน้ำ เมื่อปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ คราบน้ำมันหรือคราบสีรุ้งบนผิวน้ำจะปิดกั้นการถ่ายเทก๊าซออกซิเจนระหว่างอากาศกับน้ำ ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) ลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำและพืชน้ำ นอกจากนี้ สารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนยังสามารถสะสมในห่วงโซ่อาหาร (Bioaccumulation) ซึ่งหากตกค้างในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของชุมชน อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การตรวจพบโลหะหนัก ทั้งเหล็ก อะลูมิเนียม แบเรียม และทองแดง แม้บางจุดจะมีปริมาณไม่สูงมาก แต่เมื่อรวมกับสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน จะยิ่งตอกย้ำว่าน้ำเสียที่รั่วไหลออกมามีลักษณะสอดคล้องกับน้ำชะขยะอุตสาหกรรม (Industrial Leachate) ที่ไม่ได้ผ่านระบบบำบัดอย่างถูกต้อง

เปิดแผนรุก คพ. จับมือ กรมโรงงานฯ ลุยดำเนินคดีและฟื้นฟูพื้นที่

เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบขยายวงกว้างไปยังแหล่งน้ำสาธารณะและชุมชนข้างเคียง กรมควบคุมมลพิษ ได้วางมาตรการตอบโต้และร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมในการดำเนินงานอย่างเด็ดขาด แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้:

1. การดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

คพ. กำลังรวบรวมพยานหลักฐานและผลการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ส่งมอบให้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและพนักงานสอบสวน เพื่อใช้ประกอบการดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ประกอบการหรือผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมดังกล่าว ทั้งในความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535, พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2532 และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle: PPP)

2. ตรวจสอบเชิงลึกภายในโรงงานและพื้นที่รอบบ่อฝังกลบ

เจ้าหน้าที่จาก คพ. และกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะร่วมกันลงพื้นที่เข้าตรวจค้นและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด ทั้งภายในบริเวณโรงงาน บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม และพื้นที่รับน้ำรอบข้าง เพื่อตรวจสอบโครงสร้างคันดินที่เกิดการรั่วซึม ระบบการจัดการน้ำเสีย ตลอดจนตรวจสอบชนิดของกากอุตสาหกรรมที่นำมาฝังกลบว่าถูกต้องตามใบอนุญาตหรือไม่

3. แผนเก็บตัวอย่าง "ตะกอนดิน" หลังน้ำแห้ง

เนื่องจากสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนและโลหะหนักบางชนิดมีความสามารถในการดูดซับและตกค้างอยู่ในตะกอนดิน (Sediment) กรมควบคุมมลพิษจึงได้จัดทำ แผนการตรวจสอบและเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมในส่วนของตะกอนดิน โดยจะเข้าจัดเก็บตัวอย่างทันทีหลังจากระดับน้ำในพื้นที่แห้งลง เพื่อประเมินขอบเขตการกระจายตัวของมลพิษที่สะสมอยู่ในชั้นดิน และนำข้อมูลที่ได้ไปวางแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม (Environmental Remediation) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

กรมควบคุมมลพิษ ยัน ยึดความปลอดภัยประชาชนเป็นสำคัญ

คพ. เน้นย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์การปนเปื้อนสารเคมีในจังหวัดปราจีนบุรีอย่างใกล้ชิด และพร้อมประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและจังหวัดปราจีนบุรี ในการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้หลีกเลี่ยงการนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติบริเวณใกล้เคียงไปใช้ในการอุปโภค บริโภค หรือการเกษตรกรรมเป็นการชั่วคราว จนกว่ากระบวนการตรวจสอบและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจะเสร็จสิ้นเรียบร้อย

การจับมือระหว่าง กรมควบคุมมลพิษ และ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ให้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลระบบกักเก็บกากของเสียและระบบบำบัดมลพิษ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรั่วไหลซ้ำรอยที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน