กรมชลประทาน เผยน้ำเหนือเริ่มชะลอตัว สั่งปรับลดระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 1,900 ลบ.ม./วินาที เร่งระบายน้ำท่วมขังรังสิต-บางปะกง พร้อมตรึงกำลังรับมือฝนภาคใต้
กรมชลประทาน เปิดเผยสถานการณ์น้ำล่าสุด ปริมาณน้ำเหนือหลากเริ่มลดลงต่อเนื่อง ปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงเหลือ 1,900 ลบ.ม./วินาที ช่วยบรรเทาผลกระทบพื้นที่ตอนล่าง พร้อมตรึงกำลังเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายน้ำท่วมขังในลุ่มน้ำบางปะกง รังสิต และภาคใต้ ตลอด 24 ชั่วโมง
วันนี้ (12 ต.ค. 69) ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สำนักงานใหญ่ สามเสน นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้เป็นประธานการประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำประจำวัน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานหลัก อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสัญญาณผ่านระบบ VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 ทั่วประเทศ เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำในแต่ละพื้นที่และร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาวะอากาศปัจจุบัน
1. สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำเหนือลด ปรับลดการระบายเขื่อนเจ้าพระยา
นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ของประเทศไทยเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ตอนบนของประเทศเริ่มลดน้อยลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำหลากจากทางตอนเหนือที่ไหลลงสู่แม่น้ำสายหลัก โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา มีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง
สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,824 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 3.45 เมตร กรมชลประทานได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 09.00 น. จาก 2,000 เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเวลา 16.00 น. โดยลดเฉลี่ยชั่วโมงละประมาณ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่องพร้อมปรับลดการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน บรรเทาผลกระทบต่อประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ ได้ปรับลดการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเขื่อนพระรามหก ที่ปรับลดการระบายเช่นเดียวกัน ส่งผลให้สถานการณ์น้ำตลิ่งด้านท้ายเขื่อนพระรามหก เริ่มคลี่คลายและคาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน
2. ภาพรวมอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศและสถานการณ์ลุ่มน้ำสำคัญ
จากการสรุปภาพรวมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 มี ปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 63,635 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น ร้อยละ 83 ของความจุเก็บกักรวมทั้งหมด โดยอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังคงสามารถรองรับน้ำได้เพิ่มอีก 13,056 ล้านลูกบาศก์เมตร กรมชลประทานยังคงติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ และประเมินสถานการณ์ฝนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนจัดสรรน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละภูมิภาค
- ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนเจ้าพระยา) อัตราการระบายน้ำ1,900 ลบ.ม./วินาที (ลดจาก 2,000 ลบ.ม./วินาที) ปริมาณน้ำเหนือชะลอตัว ปรับลดการระบายช่วยพื้นที่ตอนล่าง
- ลุ่มน้ำบางปะกง (นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา) ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติม เร่งระบายน้ำสะสมใน อ.องครักษ์ ผ่านคลองรังสิตและคลองแนวดิ่ง ออกสู่แม่น้ำสายหลัก
- พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ติดตั้งเครื่องสูบน้ำนวัตกรรมสูง Hydroflow เสริมประสิทธิภาพที่สถานีปากคลองรังสิต และสถานีจุฬาลงกรณ์ เร่งพร่องน้ำท่วมขัง
- ลุ่มน้ำท่าจีนและลุ่มน้ำแม่กลอง เดินหน้าใช้เครื่องผลักดันน้ำรวม 20 เครื่อง เร่งการไหลของน้ำออกสู่ทะเล ลดผลกระทบพื้นที่ริมตลิ่งและจุดเสี่ยง
- ลุ่มน้ำเพชรบุรี (เขื่อนเพชรบุรี) ควบคุมการระบายน้ำที่อัตรา 111 ลบ.ม./วินาที ปรับการระบายน้ำจากอ่างฯ แก่งกระจาน และอ่างฯ แม่ประจันต์ ให้สอดคล้องกัน
การเร่งระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงและคลองรังสิต
สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง กรมชลประทาน ได้บูรณาการทำงานร่วมกับกองทัพเรือและหน่วยงานท้องถิ่นในการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา โดยมีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในแม่น้ำบางปะกง เพื่อเพิ่มความเร็วในการไหลของน้ำออกสู่ทะเล
โดยเฉพาะในพื้นที่ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ซึ่งยังคงมีปริมาณน้ำสะสมอยู่ในระดับสูง เจ้าหน้าที่ได้เร่งลำเลียงน้ำผ่านระบบคลองส่งน้ำ คลองรังสิตประยูรศักดิ์ และคลองแนวตั้งต่างๆ ไปยังสถานีสูบน้ำเพื่อระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำบางปะกง แม้ว่าบางจุดจะมีข้อจำกัดทางกายภาพและภูมิประเทศที่ทำให้น้ำไหลได้ช้าก็ตาม
การบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
เพื่อเป็นการปกป้องและช่วยเหลือประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมชลประทาน ได้ติดตั้ง เครื่องสูบน้ำ Hydroflow ซึ่งเป็นเครื่องสูบน้ำประสิทธิภาพสูงเพิ่มเติม ณ สถานีสูบน้ำปากคลองรังสิตและสถานีสูบน้ำจุฬาลงกรณ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพร่องน้ำและระบายน้ำออกจากระบบคลอง เร่งลดระดับน้ำท่วมขังในชุมชน และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้เร็วที่สุด
ในขณะเดียวกัน พื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนและลุ่มน้ำแม่กลอง ยังคงเดินหน้าเดินเครื่องผลักดันน้ำรวมกว่า 20 เครื่อง เพื่อเร่งผลักดันน้ำลงสู่มวลน้ำทะเล โดยมุ่งเน้นการดูแลพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งและจุดเสี่ยงภัยเป็นพิเศษ
3. เฝ้าระวังพื้นที่เพชรบุรีและเตรียมรับมือฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้
ด้านสถานการณ์น้ำในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้า อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน และ อ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ อย่างสม่ำเสมอ กรมชลประทานจึงได้ปรับแผนการระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่งให้มีความสอดคล้องกัน พร้อมทั้งควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเพชรบุรีให้อยู่ในอัตรา 111 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ร่วมกับการผันน้ำส่วนที่เหลือเข้าระบบชลประทานเพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านตัวเมืองเพชรบุรีให้ได้มากที่สุด
แม้ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในจังหวัดเพชรบุรีจะเริ่มทรงตัว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 13-16 ตุลาคม 2569 จะมีฝนตกเพิ่มขึ้นในพื้นที่
4. มาตรการรับมือภาคใต้และช่องทางการติดต่อขอความช่วยเหลือ
แม้อุตุนิยมวิทยาจะระบุว่าปริมาณฝนในพื้นที่ประเทศไทยตอนบนมีแนวโน้มลดลงในช่วงวันที่ 12–16 ตุลาคม 2569 แต่พื้นที่ ภาคใต้ ยังคงมีแนวโน้มที่จะเจอฝนตกต่อเนื่อง และอาจเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในบางแห่ง กรมชลประทานจึงได้กำชับไปยังสำนักงานชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ ให้เตรียมความพร้อมล่วงหน้า ดังนี้
มาตรการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติภาคใต้
- เตรียมความพร้อมเครื่องจักรกล สั่งการเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลหนักให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทันที
- ตรึงกำลังเจ้าหน้าที่ 24 ชั่วโมง จัดชุดปฏิบัติการประจำจุดเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ชุมชนเมือง และพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลาก
- วิเคราะห์และแจ้งเตือนภัย ติดตามการคาดการณ์ฝนล่วงหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีกรมชลประทาน
ช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือจากกรมชลประทาน
หากประชาชนในพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม น้ำท่วมขัง หรือต้องการแจ้งเหตุฉุกเฉินด้านน้ำ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้
- เบอร์โทรศัพท์สายตรง : 02-583-3495
- สายด่วนกรมชลประทาน : 1460
- ช่องทางออนไลน์ : Facebook Page และเว็บไซต์ทางการของกรมชลประทาน
กรมชลประทาน ขอยืนยันว่าจะเดินหน้าบริหารจัดการน้ำเต็มกำลัง เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขัง และส่งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือประชาชนจนกว่าสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ





