วิกฤตน้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย! ปภ. สรุปพื้นที่อ่วมล่าสุด 20 จังหวัดและ กทม. กระทบกว่า 9 แสนครัวเรือน 2.4 ล้านคน เร่งระดมกำลังบรรเทาความเดือดร้อนด่วน
วันนี้ (12 ต.ค. 69) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย รายงานความคืบหน้าสถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทย ล่าสุดพบว่า ยังคงมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง และน้ำล้นตลิ่ง รวม 20 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ 100 อำเภอ 804 ตำบล 5,947 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนรวมทั้งสิ้น 908,595 ครัวเรือน (2,458,895 คน)
โดยเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนกำลังเร่งระดมทรัพยากร เครื่องจักรกล และกำลังพลเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางแผนฟื้นฟูพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายเพื่อให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติโดยเร็วที่สุด
ต้นเหตุวิกฤตน้ำท่วม มวลน้ำเหนือสมทบฝนตกหนักภาคกลาง
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยถึงสาเหตุของสถานการณ์อุทกภัย(วิกฤตน้ำท่วม)ในครั้งนี้ว่า เกิดจากอิทธิพลของมวลฝนตกหนักถึงหนักมากสะสมในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการระบายน้ำจากพื้นที่ภาคเหนือที่ไหลลงมาสมทบกับมวลน้ำในลุ่มน้ำภาคกลาง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาปรับตัวสูงขึ้นจนล้นตลิ่ง เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรเป็นวงกว้าง
จากการสรุปข้อมูลของศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ศอ.ปภ.) ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น. ได้แบ่งรายละเอียด สถานการณ์น้ำท่วมรายภูมิภาค ดังนี้
รายงานสถานการณ์อุทกภัยแยกตามภูมิภาค
1. พื้นที่ภาคเหนือ 2 จังหวัด
- จังหวัดพิษณุโลก เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ อ.บางระกำ รวม 3 ตำบล 5 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 63 ครัวเรือน ภาพรวม ระดับน้ำยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
- จังหวัดนครสวรรค์ เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ อ.พยุหะคีรี, อ.ตาคลี, อ.บรรพตพิสัย, อ.เก้าเลี้ยว, อ.เมืองนครสวรรค์, อ.ชุมแสง, อ.ท่าตะโก, อ.โกรกพระ และ อ.หนองบัว รวม 77 ตำบล 398 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5,953 ครัวเรือน ภาพรวม ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว
2. พื้นที่ภาคกลาง 13 จังหวัด และ กทม.
พื้นที่ภาคกลางถือเป็นรับมวลน้ำสะสมขนาดใหญ่ ทำให้มีหลายจังหวัดได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมีรายละเอียดดังนี้
- จ.อุทัยธานี เกิดน้ำท่วมใน อ.เมืองฯ รวม 10 ตำบล 61 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,080 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง
- จ.ลพบุรี เกิดน้ำท่วมใน อ.บ้านหมี่ รวม 8 ตำบล 33 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,177 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง
- จ.ชัยนาท เกิดน้ำท่วมใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองฯ อ.วัดสิงห์ อ.สรรพยา รวม 8 ตำบล 41 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 4,696 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง
- จ.สิงห์บุรี เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.อินทร์บุรี อ.พรหมบุรี อ.เมืองฯ รวม 10 ตำบล 37 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,807 ครัวเรือน เสียชีวิต 2 ราย ระดับน้ำลดลง
- จ.สุพรรณบุรี เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อ.บางปลาม้า อ.สองพี่น้อง อ.ดอนเจดีย์ อ.ศรีประจันต์ อ.เมืองฯ อ.สามชุก อ.อู่ทอง อ.เดิมบางนางบวช รวม 66 ตำบล 540 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 20,369 ครัวเรือน เสียชีวิต 5 ราย ระดับน้ำทรงตัว
- จ.กาญจนบุรี เกิดน้ำท่วม 4 อำเภอ ได้แก่ อ.ด่านมะขามเตี้ย อ.เมืองฯ อ.สังขละบุรี อ.ท่าม่วง รวม 12 ตำบล 76 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 227 ครัวเรือน เสียชีวิต 2 ราย ระดับทรงตัว
- จ.อ่างทอง เกิดน้ำท่วม 6 อำเภอ ได้แก่ อ.ป่าโมก อ.ไชโย อ.เมืองฯ อ.วิเศษชัยชาญ อ.สามโก้ อ.โพธิ์ทอง รวม 47 ตำบล 217 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,728 ครัวเรือน ระดับลดลง
- จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดน้ำท่วมใน 16 อำเภอ ได้แก่ อ.เสนา อ.บางบาล อ.ผักไห่ อ.บางไทร อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางปะอิน อ.บางปะหัน อ.ลาดบัวหลวง อ.อุทัย อ.นครหลวง อ.วังน้อย อ.ท่าเรือ อ.ภาชี อ.บ้านแพรก อ.บางซ้าย อ.มหาราช รวม 205 ตำบล 1,360 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 68,168 ครัวเรือน เสียชีวิต 1 ราย ระดับน้ำลดลง
- จ.สมุทรปราการ เกิดน้ำท่วมใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.บางเสาธง อ.บางพลี อ.บางบ่อ รวม 8 ตำบล 51 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 6,530 ครัวเรือน เสียชีวิต 9 ราย ระดับน้ำลดลง
- จ.ปทุมธานี เกิดน้ำท่วมใน 7 อำเภอ ได้แก่ อ.ธัญบุรี อ.เมืองฯ อ.สามโคก อ.คลองหลวง อ.ลำลูกกา อ.หนองเสือ อ.ลาดหลุมแก้ว รวม 60 ตำบล 507 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 248,818 ครัวเรือน เสียชีวิต 2 ราย ระดับน้ำทรงตัว
- จ.นครปฐม เกิดน้ำท่วมใน 2 อำเภอ ได้แก่ อ.บางเลน อ.สามพราน รวม 31 ตำบล 303 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 21,488 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว
- จ.ราชบุรี เกิดน้ำท่วมใน 7 อำเภอ ได้แก่ อ.โพธาราม อ.เมืองฯ อ.ดำเนินสะดวก อ.บ้านโป่ง อ.วัดเพลง อ.จอมบึง อ.ปากท่อ รวม 27 ตำบล 158 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 11,689 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว
- จ.สมุทรสงคราม เกิดน้ำท่วมใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองฯ อ.อัมพวา อ.บางคนที รวม 33 ตำบล 255 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 15,870 ครัวเรือน เสียชีวิต 2 ราย ระดับน้ำทรงตัว
- จ.เพชรบุรี เกิดน้ำท่วมใน 5 อำเภอ ได้แก่ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.เมืองฯ อ.เขาย้อย อ.หนองหญ้าปล้อง รวม 11 ตำบล 16 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 418 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- กรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบ 329,000 ครัวเรือน เสียชีวิต 4 ราย ระดับน้ำลดลง
3. พื้นที่ภาคตะวันออก (4 จังหวัด)
- จ.นครนายก เกิดน้ำท่วมใน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.ปากพลี อ.เมือง อ.บ้านนา อ.องครักษ์ รวม 40 ตำบล 490 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 53,490 ครัวเรือน เสียชีวิต 4 ราย ระดับน้ำทรงตัว
- จ.ปราจีนบุรี เกิดน้ำท่วมใน 7 อำเภอ ได้แก่ อ.กบินทร์บุรี อ.เมืองฯ อ.ศรีมหาโพธิ อ.ประจันตคาม อ.บ้านสร้าง อ.ศรีมโหสถ อ.นาดี รวม 65 ตำบล 691 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 59,269 ครัวเรือน เสียชีวิต 24 ราย ระดับน้ำลดลง
- จ.ฉะเชิงเทรา เกิดน้ำท่วมใน 8 อำเภอ ได้แก่ อ.บางน้ำเปรี้ยว อ.บางคล้า อ.พนมสารคาม อ.แปลงยาว อ.เมืองฯ อ.บ้านโพธิ์ อ.คลองเขื่อน อ.ราชสาส์น รวม 75 ตำบล 667 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 54,729 ครัวเรือน เสียชีวิต 4 ราย ระดับน้ำลดง
- จ.ชลบุรี เกิดน้ำท่วมใน 2 อำเภอ ได้แก่ อ.พนัสนิคม อ.พานทอง รวม 8 ตำบล 41 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,026 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง
แนวทางการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยของ ปภ.
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ยกระดับการปฏิบัติตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยสั่งการให้สำนักงาน ปภ.จังหวัด และศูนย์ ปภ.เขต ในพื้นที่ประสบภัย ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกองทัพ ดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนดังนี้
- การช่วยเหลือฉุกเฉิน เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกเครื่องสูบน้ำระยะไกล และเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตรอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดส่งเรือกู้ภัย และถุงยังชีพเข้าแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยที่ไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านเรือนได้
- การเฝ้าระวังและแจ้งเตือน ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้น เช่น จ.พิษณุโลก และ จ.เพชรบุรี เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือได้ทันท่วงที
- การฟื้นฟูและเยียวยา ในพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายและระดับน้ำลดลงแล้ว ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าสำรวจความเสียหาย ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน บ้านเรือน และพื้นที่ทำการเกษตร พร้อมรวบรวมข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเพื่อดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ ระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด เพื่อคืนความเป็นอยู่ตามปกติให้แก่ประชาชน
สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือผ่านทางสายด่วนนิรภัย 1784 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือส่งข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อขอรับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที





