บกปภ.ช. สั่งรับมือฝนตกหนัก 9-13 ต.ค. ยกระดับใช้ระบบ Nowcast แจ้งเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้า 6-12 ชม. พร้อมเร่งจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย
วันนี้ (8 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ณ ห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและวางแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด
การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงและคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี และ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้นำเหล่าทัพ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังได้เชื่อมโยงการประชุมผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ศูนย์ ปภ. เขต และสำนักงาน ปภ. จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการอย่างไร้รอยต่อ
ปรับกลยุทธ์แจ้งเตือนภัย Nowcast คาดการณ์ล่วงหน้า 6-12 ชั่วโมง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำว่า แม้ปริมาณฝนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศจะเริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าในช่วงวันที่ 9 - 13 ตุลาคมนี้ จะยังมีฝนตกเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ดังนั้น จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งวางแผนการบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ และการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด
หัวใจสำคัญของการรับมือในครั้งนี้ คือการนำระบบข้อมูลวิเคราะห์และคาดการณ์สภาพอากาศแบบระยะสั้น หรือ Nowcast มาประยุกต์ใช้ร่วมกับข้อมูลคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อประเมินความเสี่ยงเชิงพื้นที่ให้แม่นยำที่สุด โดยยกระดับระบบการแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชน ดังนี้
- เน้นความกระชับ แม่นยำ และเข้าถึงง่าย ปรับรูปแบบการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจระดับความเสี่ยงและแนวทางการปฏิบัติตนได้ทันที
- แจ้งเตือนล่วงหน้า 6–12 ชั่วโมง มุ่งเน้นการคาดการณ์ระยะสั้นเพื่อความแม่นยำสูงและสะท้อนสถานการณ์จริงมากที่สุด
- เตรียมอพยพเชิงรุก ในพื้นที่ประเมินแล้วว่าจะเกิดน้ำท่วมสูง ให้จัดแผนอพยพประชาชนล่วงหน้า โดยเฉพาะ กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กเล็ก
เร่งระบายน้ำลุ่มน้ำบางปะกง พร้อมตั้งรับอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้
สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จุดเสี่ยงสำคัญ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการใน ลุ่มน้ำบางปะกง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา โดยให้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเร่งการระบายน้ำออกสู่ปากแม่น้ำบางปะกงให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อบ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรของประชาชน
ในขณะเดียวกัน ได้สั่งการเน้นย้ำไปยัง พื้นที่ภาคใต้ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงมรสุมและมีความเสี่ยงเกิดอุทกภัย ให้เตรียมความพร้อมรับมือขั้นสูงสุด โดยให้ดำเนินการดังนี้:
- ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและเตรียมทรัพยากร เตรียมพร้อมทั้งกำลังพล เครื่องจักรกลสาธารณภัย และอุปกรณ์กู้ภัยให้พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง
- บูรณาการกำลังร่วมส่วนกลาง หากพื้นที่ใดต้องการสนับสนุนทรัพยากรเพิ่มเติม ให้เร่งแจ้งมายังส่วนกลางทันที โดยรัฐบาล กองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมจัดส่งการสนับสนุนอย่างทันท่วงที
- นายกรัฐมนตรีได้แสดงความขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและคลายความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างเต็มกำลังตลอดมา
ข้อสั่งการด้านสาธารณภัย สุขภาพประชาชน และสุขาภิบาล
เพื่อให้การบริหารจัดการสาธารณภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ นายอนุทิน ได้มอบข้อสั่งการสำคัญเพิ่มเติมแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ดังนี้
1. การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต
ในพื้นที่ที่สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขจัดทีมแพทย์และหน่วยบริการสาธารณสุขลงพื้นที่ดูแลสุขภาพของประชาชน ทั้งการรักษากายและการเยียวยาจิตใจจากภาวะความเครียดสะสม
2. การเปิดทางน้ำและการกำจัดสิ่งกีดขวาง
ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก สั่งการหน่วยปฏิบัติการเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนตลอดเวลา พร้อมเร่งขุดลอกทางระบายน้ำ และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำทั้งหมด ไม่ให้มีอุปสรรคต่อแนวการไหลของน้ำ
3. การจัดการซากสัตว์ตามหลักสุขาภิบาล
สำหรับพื้นที่ที่มีสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์เศรษฐกิจเสียชีวิตจากอุทกภัย สั่งการให้เร่งจัดการซากสัตว์ตามหลักสุขาภิบาลและวิชาการอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อที่อาจมากับน้ำ ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และไม่สร้างความเดือดร้อนซ้ำเติมแก่ประชาชน
มาตรการรับมือเชิงรุกสำหรับจังหวัดภาคใต้และพื้นที่เสี่ยง
เพื่อให้การรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติในภาคใต้เป็นไปอย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพสูงสุด นายกรัฐมนตรีได้วางกรอบแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ ดังนี้
- ประเมินพื้นที่เสี่ยงอิงข้อมูลเดิม กำหนดจุดเฝ้าระวังโดยใช้ข้อมูลพื้นที่ประสบภัยเดิม พื้นที่ลุ่มต่ำ เส้นทางคมนาคมสายหลัก และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ
- ตรวจสอบระบบระบายน้ำ ตรวจเช็กและปรับปรุงประตูระบายน้ำ อาคารบังคับน้ำ และระบบระบายน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน 100%
- บูรณาการทรัพยากรระหว่างจังหวัด เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำและสนับสนุนทรัพยากรข้ามพื้นที่ โดยไม่เกิดความซ้ำซ้อนหรือผลักภาระปัญหาไปให้พื้นที่ข้างเคียง
- เตรียมความพร้อมศูนย์พักพิง ทบทวนจุดอพยพ ศูนย์พักพิงชั่วคราว เส้นทางอพยพที่ปลอดภัย รวมถึงระบบการดูแลกลุ่มเปราะบางและการสื่อสารแจ้งเตือนภัย
- จัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อม ให้จัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยพิบัติตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน เพื่อบูรณาการการปฏิบัติงานและสนับสนุนทรัพยากรได้อย่างรวดเร็ว
- รายงานผลและเปิดช่องทางสื่อสาร กำกับติดตามและรายงานอุปสรรค ข้อจำกัด หรือความต้องการสนับสนุนมายังส่วนกลางผ่าน บกปภ.ช. พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉินและช่องทางติดต่อภาครัฐอย่างเป็นทางการให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง
เร่งจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย ส่งตรงถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด
ในช่วงท้ายของการประชุม นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเยียวยาฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยสั่งการให้จังหวัดและกรุงเทพมหานคร เร่งดำเนินการสำรวจครัวเรือนผู้ประสบอุทกภัยที่เข้าเกณฑ์ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาล
ทั้งนี้ ขอให้ทุกพื้นที่เร่งตรวจสอบหลักเกณฑ์ความถูกต้อง และทยอยนำส่งรายชื่อผู้ประสบภัยเข้าระบบของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอรวมเป็นล็อตใหญ่ เพื่อให้ส่วนกลางสามารถอนุมัติและโอนเงินเยียวยาตรงเข้าบัญชีของประชาชนผู้ประสบภัยได้รวดเร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้ประชาชนสามารถนำเงินไปใช้ในการซ่อมแซมบ้านเรือนและฟื้นฟูการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างทันท่วงที





