GISTDA เปิดภาพดาวเทียม Sentinel-2C เผยมวลน้ำท่วมขังภาคกลาง-ตะวันออก 6 จังหวัด เสียหายทะลุ 6.5 แสนไร่ พบน้ำเริ่มเน่าเสีย เช็กพื้นที่เสี่ยงด่วน!
สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกยังคงอยู่ในภาวะน่าห่วงอย่างยิ่ง ภายหลังจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้เปิดเผยข้อมูลและภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-2C บันทึกภาพเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เผยให้เห็นมวลน้ำมหาศาลไหลเข้าท่วมขังพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนในหลายจังหวัดอย่างเป็นวงกว้าง โดยมวลน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำนครนายก เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ต่ำ กินเนื้อที่เสียหายรวมกันแล้วมากกว่า 650,000 ไร่
วิกฤตน้ำท่วมภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเอ่อล้น ท่วมขัง 3 จังหวัดมากกว่า 1.5 แสนไร่
พื้นที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่างยังคงเป็นจุดรับน้ำหลักที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำและน้ำเอ่อล้นตลิ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงลำน้ำสาขาต่าง ๆ ภาพถ่ายทางอากาศจากดาวเทียม Sentinel-2C เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 บันทึกรายละเอียดของพื้นที่น้ำท่วมขังไว้อย่างชัดเจนใน 3 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และสุพรรณบุรี
จากการประมวลผลข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าพื้นที่รับน้ำและพื้นที่ราบต่ำได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยมีรายละเอียดในแต่ละพื้นที่ดังนี้
- จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะในเขตอำเภอผักไห่ อำเภอเสนา อำเภอบางบาล และอำเภอบางซ้าย ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติและพื้นที่เกษตรกรรม มวลน้ำได้เข้าท่วมขังทั้งบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่ทำการเกษตรอย่างหนัก
- จังหวัดอ่างทอง น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมขังในบางส่วนของอำเภอป่าโมก ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- จังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำท่าจีนและลำน้ำสาขา ส่งผลให้น้ำท่วมขังในพื้นที่อำเภอบางปลาม้าอย่างต่อเนื่อง
ประเมินความเสียหายเบื้องต้นจากข้อมูลดาวเทียม พบว่าพื้นที่ได้รับผลกระทบในกลุ่มจังหวัดภาคกลางนี้มีรวมกันแล้วมากกว่า 150,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นาข้าว แปลงเกษตรกรรม และชุมชนริมน้ำ
วิกฤตน้ำท่วมภาคตะวันออก นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา จมน้ำเกิน 5 แสนไร่
ไม่เพียงแต่พื้นที่ภาคกลางเท่านั้น ในฝั่งภาคตะวันออก สถานการณ์น้ำท่วมขังก็ทวีความรุนแรงไม่แพ้กัน โดย GISTDA ได้เผยภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2C ชุดเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นมวลน้ำขนาดใหญ่ท่วมขังเป็นแนวยาวครอบคลุมพื้นที่ราบกว้างใหญ่ใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา
มวลน้ำระลอกนี้ส่งผลกระทบต่อหลายอำเภอสำคัญ ได้แก่
- จังหวัดนครนายก น้ำท่วมขังในเขตพื้นที่อำเภอองครักษ์ ซึ่งเป็นจุดรับน้ำก่อนไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกง
- จังหวัดปราจีนบุรี ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางที่สุด ได้แก่ อำเภอบ้านสร้าง อำเภอเมืองปราจีนบุรี อำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมโหสถ อำะประจันตคาม และอำเภอกบินทร์บุรี
- จังหวัดฉะเชิงเทรา น้ำท่วมขังในพื้นที่อำเภอพนมสารคาม อำะราชสาส์น และอำเภอบางคล้า
จากการวิเคราะห์ของ GISTDA พบว่า มวลน้ำท่วมขังในเขตภาคตะวันออกนี้ได้สร้างความเสียหายแก่พื้นที่การเกษตร แหล่งน้ำ เส้นทางคมนาคม และชุมชน รวมกันแล้วมากกว่า 500,000 ไร่
วิเคราะห์ทิศทางมวลน้ำ ภาพเปรียบเทียบชี้ "น้ำเริ่มเน่าเสีย-เคลื่อนตัวช้า"
เมื่อนำภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2C เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ไปเปรียบเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมเดิมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 (ระยะเวลาห่างกันเพียง 5 วัน) นักวิเคราะห์จาก GISTDA พบความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของน้ำท่วมอย่างมีนัยสำคัญ
- สีของน้ำมีความเข้มและดำขึ้นอย่างชัดเจน บ่งชี้ว่ามวลน้ำเริ่มมีการขังตัวเป็นเวลานานจนเกิดการย่อยสลายของพืชผลทางการเกษตรที่จมอยู่ใต้น้ำ ส่งผลให้คุณภาพน้ำเริ่มเน่าเสีย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนในพื้นที่
- ทิศทางการไหลของน้ำเริ่มนิ่งและกระจายตัวกว้าง ร่องรอยของมวลน้ำแสดงให้เห็นทิศทางการเคลื่อนตัวที่ชัดเจน แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่ การระบายน้ำลงสู่ทะเลจึงเป็นไปอย่างช้าๆ ส่งผลให้เกิดการขังตัวในพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนเป็นระยะเวลานาน
บทบาทของ GISTDA ในการบริหารจัดการภัยพิบัติและฟื้นฟูหลังน้ำลด
การปฏิบัตการติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในครั้งนี้ GISTDA ได้ใช้ศักยภาพเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ นำข้อมูลรายละเอียดสูงจากดาวเทียม Sentinel-2C มาทำการประมวลผล วิเคราะห์ และจัดทำเป็นแผนที่แสดงพื้นที่น้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่อง (Near Real-Time)
การดำเนินงานของ GISTDA มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ดังนี้
- การติดตามและประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน ช่วยให้ศูนย์เตือนภัยและหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยมองเห็นภาพรวมมวลน้ำ ทิศทางการไหล และแนวโน้มการขยายตัวของพื้นที่ประสบภัย
- สนับสนุนการวางแผนช่วยเหลือประชาชน ช่วยให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานท้องถิ่นสามารถจัดส่งอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของชีพจรเข้าไปยังชุมชนที่ถูกตัดขาดได้อย่างแม่นยำ
- วางแผนบริหารจัดการพื้นที่และฟื้นฟู ข้อมูลความเสียหายเชิงพื้นที่รวมกว่า 6.5 แสนไร่ จะถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการคำนวณเงินเยียวยาเกษตรกร การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง และระบบสาธารณูปโภคหลังน้ำลดลงสู่ภาวะปกติ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชน และผู้สนใจ สามารถติดตามข้อมูลแผนที่น้ำท่วมและสถานการณ์ล่าสุดผ่านทางเว็บไซต์และช่องทางประชาสัมพันธ์ของ GISTDA เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที





