สทนช. เตือน 3 เขื่อนหลัก EEC บางพระ-หนองปลาไหล-ประแสร์ น้ำทะลัก 82-103% สั่งพร่องน้ำด่วน รับมือฝนตกหนักระลอกใหม่ 5-7 ต.ค. 69 เฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่ง
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกรายงานสรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศไทย ประจำวันที่ 5 ตุลาคม 2569 พร้อมออกประกาศแจ้งเตือนภัย ฉบับที่ 9/2569 ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทั่วทุกภาคเตรียมพร้อมรับมือฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนักถึงหนักมาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำล้นตลิ่ง ในช่วงวันที่ 5–7 ตุลาคม 2569 ขณะที่สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงต้องติดตามการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด และอ่างเก็บน้ำหลักในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีปริมาณน้ำเต็มความจุเก็บกักแล้ว
สถานการณ์ฝนตกหนักรายภาค และคาดการณ์สภาพอากาศ
จากรายงานปริมาณน้ำฝนสูงสุดรายภาคในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีฝนตกกระจายตัวและมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยวัดปริมาณน้ำฝนสูงสุดได้ดังนี้
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.บึงกาฬ วัดปริมาณน้ำฝนได้สูงสุดที่ 141 มิลลิเมตร
- ภาคเหนือ จ.สุโขทัย วัดปริมาณน้ำฝนได้ 102 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันตก จ.เพชรบุรี วัดปริมาณน้ำฝนได้ 93 มิลลิเมตร
- ภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช วัดปริมาณน้ำฝนได้ 72 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา วัดปริมาณน้ำฝนได้ 56 มิลลิเมตร
- ภาคกลาง จ.สุพรรณบุรี วัดปริมาณน้ำฝนได้ 46 มิลลิเมตร
คาดการณ์แนวโน้มสภาพอากาศ (วันที่ 5 - 7 ตุลาคม 2569)
สำหรับสภาพอากาศในวันนี้ (5 ต.ค. 69) ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีปัจจัยหลักมาจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 6-7 ตุลาคม 2569 คาดว่าพื้นที่ประเทศไทยตอนบนจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยจะมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง รอยต่อสภาพอากาศนี้จะเริ่มส่งผลกระทบในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นจะขยับลงมาส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งภาคตะวันออก ในขณะที่ภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ต.ค. 69 เวลา 06.00 น.)
สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำสำคัญของภาคกลาง ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยามีความเสถียรมากขึ้น รายละเอียดระดับน้ำ ณ สถานีวัดน้ำสำคัญ มีดังนี้
- สถานี P.17 (อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์) ระดับน้ำปัจจุบันอยู่ที่ 35.45 เมตร รทก. ซึ่งยังต่ำกว่าระดับตลิ่ง 2.80 เมตร และมีแนวโน้มลดลง
- สถานี N.67 (อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์) ระดับน้ำปัจจุบันอยู่ที่ 26.05 เมตร รทก. ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 2.16 เมตร และมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน
- สถานี C.2 (อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์) ปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,038 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำอยู่ที่ 22.84 เมตร รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 2.86 เมตร
การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา
ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาคงอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +17.32 เมตร รทก. และระดับน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ +15.93 เมตร รทก. ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณท้ายเขื่อนอย่างใกล้ชิด
ประกาศแจ้งเตือนภัย สทนช. ฉบับที่ 9/2569
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้ออกประกาศแจ้งเตือน ฉบับที่ 9/2569 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำล้นตลิ่ง ในช่วงวันที่ 5–7 ตุลาคม 2569 โดยครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม
ขอให้ประชาชนในจังหวัดดังต่อไปนี้ เตรียมพร้อมรับมือและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
- ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, กำแพงเพชร, พิษณุโลก, พิจิตร, เพชรบูรณ์, นครสวรรค์ และอุทัยธานี
- ภาคกลาง จ.ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
- ภาคตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา, นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี และตราด
- ภาคตะวันตก จ.กาญจนบุรี, เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
- ภาคใต้ จ.ชุมพร, ระนอง, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง, พัทลุง, สตูล, สงขลา, ยะลา, ปัตตานี และนราธิวาส
2. เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำสูง
ให้หน่วยงานผู้ดูแลเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ที่มีปริมาณน้ำเก็บกักมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุ เพื่อเตรียมแผนรองรับน้ำไหลเข้าอ่างฯ เพิ่มเติมจากสภาวะฝนตกหนัก และเร่งระบายน้ำอย่างเหมาะสมโดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อท้ายน้ำ
3. เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นฉับพลันและน้ำล้นตลิ่งในลำน้ำสายหลัก
แจ้งเตือนประชาชนที่มีบ้านเรือนอาศัยอยู่ใกล้ลำน้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ให้ระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำและคลองสายสำคัญ ได้แก่
- ภาคเหนือ และภาคกลาง แม่น้ำปิง (จ.กำแพงเพชร), แม่น้ำสะแกกรัง (จ.อุทัยธานี), แม่น้ำแควน้อย (จ.พิษณุโลก), แม่น้ำป่าสัก (จ.เพชรบูรณ์ และ จ.สระบุรี), แม่น้ำท่าจีน (จ.นครปฐม)
- ภาคตะวันออก แม่น้ำนครนายก (จ.นครนายก), แม่น้ำปราจีนบุรี (จ.ปราจีนบุรี), คลองพระสะทึงและคลองพระปรง (จ.สระแก้ว), แม่น้ำจันทบุรี (จ.จันทบุรี), แม่น้ำตราด (จ.ตราด)
- ภาคตะวันตก แม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่ (จ.กาญจนบุรี), คลองบางสะพาน (จ.ประจวบคีรีขันธ์)
- ภาคใต้ แม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำโก-ลก (จ.นราธิวาส)
รายงานสถานการณ์น้ำใน 3 เขื่อนหลัก พื้นที่ EEC
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำคัญในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปัจจุบันมี ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์สูงมาก และต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเนื่องจากเข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝน
- อ่างเก็บน้ำบางพระ (จ.ชลบุรี) ปริมาณน้ำปัจจุบันอยู่ที่ 82% ของความจุ (คิดเป็น 95 ล้านลูกบาศก์เมตร)
- อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล (จ.ระยอง) ปริมาณน้ำเกินความจุ อยู่ที่ 103% (คิดเป็น 168 ล้านลูกบาศก์เมตร)
- อ่างเก็บน้ำประแสร์ (จ.ระยอง) ปริมาณน้ำเต็มความจุ อยู่ที่ 100% (คิดเป็น 294 ล้านลูกบาศก์เมตร)
สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประสานการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC เพื่อพร่องน้ำและเตรียมพื้นที่รองรับน้ำฝนใหม่ที่จะตกเพิ่มในช่วงวันที่ 5–7 ต.ค. นี้ โดยเน้นย้ำไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญ
สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชน
จากสถานการณ์ฝนตกหนักและปริมาณน้ำในลำน้ำหลายแห่งที่เพิ่มสูงขึ้น สทนช. ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
- ติดตามประกาศแจ้งเตือนภัยจากทางราชการ และ กรมอุตุนิยมวิทยา อย่างใกล้ชิด
- ยกของขึ้นที่สูง และเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ
- ตรวจสอบความแข็งแรงของสิ่งปลูกสร้าง คันกั้นน้ำ และเตรียมระบบระบายน้ำในพื้นที่การเกษตร
- ระมัดระวังการเดินทางผ่านพื้นที่ฝนตกหนักและจุดที่มีน้ำท่วมขัง





