วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรมชลฯ รับมือฝนตกหนัก 5-11 ต.ค. เฝ้าระวังน้ำท่วม 7 จังหวัดตะวันออก

กรมชลประทาน เดินหน้าปรับแผนระบายน้ำเขื่อนหลัก รับมือฝนตกหนัก 5–11 ต.ค. 69 เฝ้าระวังน้ำท่วม 7 จังหวัดภาคตะวันออก ยืนยัน กทม. ยังปลอดภัย

กรมชลประทาน ยกระดับการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ หลังฝนตกหนักกระจายตัวต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ ส่งผลให้เกิดอุทกภัยในหลายจังหวัด เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามปริมาณน้ำท่าอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับการระบายน้ำจากเขื่อนหลัก ทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ป่าสัก และแม่กลอง เพื่อเตรียมรองรับปริมาณฝนสะสมระลอกใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 5–11 ตุลาคม 2569 ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ย้ำชัดสถานการณ์น้ำในกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงปลอดภัย

กรมชลประทาน ขานรับข้อสั่งการรัฐบาล เร่งช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

วันนี้ (5 ต.ค. 69) ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานการประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรสำคัญ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ ยังได้มีการถ่ายทอดสัญญาณผ่านระบบ VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 ทั่วประเทศ เพื่อกำชับการปฏิบัติตามแผนบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นายวรพจน์ เพชรนรชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า จากอิทธิพลของมรสุมที่ทำให้เกิดฝนตกหนักกระจายตัวในหลากหลายพื้นที่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายจังหวัด กรมชลประทานจึงได้เร่งรัดการบริหารจัดการน้ำและส่งเครื่องมือเครื่องจักรเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการอย่างเข้มงวดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พร้อมกันนี้ กรมชลประทานได้เตรียมแผนรับมือเชิงรุกเพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะเพิ่มสูงขึ้นในระหว่างวันที่ 5–11 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าสภาพอากาศจะมีความแปรปรวนสูง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมทิศทางการไหลของน้ำและลดผลกระทบที่จะเกิดแก่ประชาชนให้ได้มากที่สุด

เจาะลึกสถานการณ์น้ำ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก-แม่กลอง

การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำสำคัญระดับประเทศมีการปรับแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำไหลเข้า (Inflow) และปริมาณฝนตกในพื้นที่ ดังนี้

1. ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (สถานี C.2 นครสวรรค์ และเขื่อนเจ้าพระยา)

เมื่อเวลา 06.00 น. ของวันนี้ (5 ต.ค. 69) ที่สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 2,038 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งแม้ว่าแนวโน้มโดยรวมจะเริ่มลดลง แต่เนื่องจากยังมีปริมาณน้ำสมทบจากแม่น้ำสะแกกรังและน้ำจากการไหลซึมข้างเคียง (Side Flow) ไหลลงสู่พื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทานจึงจำเป็นต้องคงอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ในขณะเดียวกัน ได้มีการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกตามศักยภาพสูงสุดของคลองส่งน้ำ โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับปริมาณฝนในพื้นที่ เพื่อลดปริมาณน้ำสะสมเหนือเขื่อน เตรียมพื้นที่รองรับมวลน้ำใหม่ และผ่อนแรงกดดันที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ทั้งนี้ หากฝนเริ่มเบาบางลงและสถานการณ์คลี่คลาย จะทำการทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลงทันที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำโดยเร็วที่สุด

2. ลุ่มน้ำป่าสัก (เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนพระราม 6)

สำหรับสถานการณ์ในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี ปัจจุบันมีมวลน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่องจนระดับน้ำเก็บกักอยู่ในระดับเต็มความจุ กรมชลประทานจึงได้ทำการปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำเป็น 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างสำหรับรองรับปริมาณน้ำฝนระลอกใหม่

มวลน้ำดังกล่าวจะไหลต่อเนื่องลงสู่เขื่อนพระราม 6 ซึ่งได้รับการควบคุมการระบายน้ำให้สอดรับกับปริมาณน้ำทางตอนบนที่อัตรา 675 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยกรมชลประทานตั้งเป้าหมายควบคุมไม่ให้เกิน 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากลุ่มน้ำป่าสักเข้าไปสมทบจนสร้างภาระให้กับพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง

3. สถานการณ์น้ำผ่านกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (สถานี C.29B สามโคก)

จากการตรวจวัดปริมาณน้ำ ณ สถานี C.29B อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดวัดปริมาณน้ำสำคัญในแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนไหลผ่านเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 2,532 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจากการประเมินทางเทคนิคนั้น ปริมาณน้ำระดับนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยและยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานคร

4. สถานการณ์ลุ่มน้ำแม่กลอง

ในส่วนของลุ่มน้ำแม่กลอง สถานการณ์เริ่มส่งสัญญาณคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เขื่อนแม่กลองได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัญหาน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ท้ายเขื่อนเริ่มลดลง แต่ยังคงมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยงเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ตกค้างให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ภาคตะวันออกเร่งระบายน้ำ 7 จังหวัดประสบอุทกภัย

สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกยังคงเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันมีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 7 จังหวัด ได้แก่

  1. จังหวัดนครนายก
  2. จังหวัดฉะเชิงเทรา
  3. จังหวัดสระแก้ว
  4. จังหวัดปราจีนบุรี
  5. จังหวัดชลบุรี
  6. จังหวัดระยอง
  7. จังหวัดจันทบุรี

กรมชลประทานได้ใช้อ่างเก็บน้ำและอาคารชลประทานในพื้นที่บริหารจัดการน้ำอย่างเต็มกำลัง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในระยะนี้ยังมีฝนตกกระจายตัว ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกง รวมถึงระดับน้ำในอ่าวไทยยกระดับสูงขึ้น ทำให้การระบายน้ำตามธรรมชาติทำได้ช้าและต้องใช้เวลามากกว่าปกติ

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กรมชลประทานได้สั่งการให้เร่งติดตั้ง เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเดินเครื่องสถานีสูบน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมลงสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์จริง

แจ้งเตือนสภาพอากาศแปรปรวนช่วงวันที่ 5-11 ต.ค. 69

แม้สถานการณ์ในหลายพื้นที่จะเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่นายวรพจน์ เพชรนรชาติ ได้เน้นย้ำถึงรายงานการคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งระบุว่าสภาพอากาศในช่วงสัปดาห์นี้จะมีความเสี่ยงสูงจากฝนตกหนัก ดังนี้

  • ช่วงวันที่ 5–8 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนจะเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน โดยจะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ ภาคเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก ขณะที่ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง
  • ช่วงวันที่ 9–11 ตุลาคม 2569 ปริมาณฝนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนียสำคัญในพื้นที่ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคใต้ โดยคาดว่าจะเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่

ข้อสั่งการเร่งด่วนถึงโครงการชลประทานทั่วประเทศ

จากแนวโน้มสภาพอากาศดังกล่าว รองอธิบดีกรมชลประทานได้กำชับไปยังผู้อำนวยการโครงการชลประทานทุกแห่งทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตามมาตรการรับมืออย่างเคร่งครัด

  1. ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูล เฝ้าระวังปริมาณฝนและปริมาณน้ำท่าตลอด 24 ชั่วโมง
  2. ควบคุมระดับน้ำในอ่างฯ บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม (Lower/Upper Rule Curve) ที่เหมาะสม และปรับการระบายน้ำโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านท้ายน้ำเป็นสำคัญ
  3. รักษาความปลอดภัยของเขื่อน ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และอาคารชลประทานทุกแห่งให้พร้อมใช้งาน
  4. เตรียมพร้อมเครื่องจักรกล จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และอุปกรณ์กู้ภัยให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและสามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่เกิดเหตุได้ทันที
  5. เร่งกู้พื้นที่ประสบภัย ให้ความช่วยเหลือและเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

กรมชลประทาน ขอให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย คลองริมน้ำ และพื้นที่ลุ่มต่ำ เฝ้าติดตามข่าวสาร สถานการณ์น้ำ และคำเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างทันท่วงที