วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

จับตา! เจ้าพระยาสูงขึ้น สั่งผู้ว่าฯ ภาคกลาง เตรียมพร้อม 24 ชม.

“เอกนิติ” นั่งประธานถกรับมือน้ำท่วมภาคกลาง สั่งใช้ Risk Map เตือนภัยล่วงหน้า 7-10 วัน พร้อมเปิด 5 มาตรการด่วนสั่งผู้ว่าฯ รับมือ 24 ชม.

วันนี้ (28 ก.ย. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 3/2569 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย การบริหารจัดการน้ำ และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคกลางอย่างย้อนรอยและครอบคลุมทุกมิติ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งในรูปแบบการเข้าร่วมประชุม ณ สถานที่จริง และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และศูนย์ ปภ. เขตในพื้นที่ภาคกลาง ร่วมวางแนวทางการทำงานแบบบูรณาการเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน

ยกระดับการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า หลายพื้นที่ในภูมิภาคกลางยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาวะฝนตกหนัก เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก รวมถึงระดับน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ การบริหารจัดการสถานการณ์ในครั้งนี้จึงจำเป็นต้องมองภาพรวมทั้งระบบตั้งแต่ "น้ำเหนือเขื่อนถึงท้ายเขื่อน"

หัวใจสำคัญของการทำงานในระลอกนี้คือการเชื่อมโยงข้อมูลเป็นชุดเดียวกัน (Single Command Data) เพื่อให้ทุกหน่วยงานเห็นภาพตรงกัน มุ่งเน้นการดำเนินงาน 4 ด้านหลัก ได้แก่

  1. การบริหารอ่างเก็บน้ำ วิเคราะห์ปริมาณน้ำไหลเข้าและระบายออกให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ
  2. การคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงและเส้นทางระบายน้ำ คำนวณมวลน้ำล่วงหน้าเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน
  3. การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า สื่อสารข้อมูลเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  4. การช่วยเหลือผู้ประสบภัย จัดสรรกำลังพลและเครื่องจักรกลเข้าพื้นที่อย่างทันท่วงที

"ทุกหน่วยต้องทำงานเชิงรุก ประเมินพื้นที่เสี่ยงให้เร็ว ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน และทำให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ใดเสี่ยง ต้องเตรียมตัวอย่างไร พร้อมเตรียมจุดอพยพ เครื่องมือ เครื่องจักร และระบบช่วยเหลือให้พร้อม เป้าหมายคือให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดและได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที" นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กล่าว

เปิด 5 ข้อสั่งการเร่งด่วน ชูแผนที่เสี่ยงภัย (Risk Map) นำทางช่วยเหลือ

เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม รองนายกรัฐมนตรีได้ออกข้อสั่งการเร่งด่วนแก่คณะอนุกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคกลาง โดยแบ่งออกเป็นแนวทางปฏิบัติดังนี้

1. ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า 7–10 วัน

สั่งการให้คณะอนุกรรมการฯ จัดทำข้อมูลคาดการณ์สภาพอากาศและปริมาณน้ำล่วงหน้าอย่างน้อย 7–10 วัน เพื่อส่งต่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนรับมือ นำกำลังเข้าประจำจุดเสี่ยง และแจ้งเตือนชาวบ้านในพื้นที่ให้มีเวลาเตรียมตัวยกของขึ้นที่สูงหรืออพยพได้ทันท่วงที

2. ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่จริง พร้อมตั้งศูนย์อพยพ-เครื่องสูบน้ำ

กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งเตรียมความพร้อมของจุดอพยพ กำหนดเส้นทางอพยพที่ปลอดภัย ตลอดจนตรวจเช็กความพร้อมของเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยทุกชนิดให้พร้อมใช้งานทันทีเมื่อเกิดเหตุ

3. จัดทำแผนที่เสี่ยงอุทกภัย (Risk Map)

เน้นย้ำการบริหารจัดการน้ำที่ต้องประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนปรับเพิ่มหรือลดการระบายน้ำ พร้อมสั่งการให้จัดทำ แผนที่เสี่ยงอุทกภัย (Risk Map) ที่ระบุพิกัดและระดับความเสี่ยงอย่างละเอียด เพื่อให้ ปภ. จังหวัด และหน่วยปฏิบัติต่างๆ นำไปใช้เป็นคู่มือวางแผนตั้งรับ ทั้งการจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่ การติดตั้งเครื่องจักรกล และการกำหนดจุดอพยพได้ตรงจุดและแม่นยำยิ่งขึ้น

4. สื่อสารเข้าใจง่าย ประชาชนรับรู้ไว

มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เผยแพร่ข่าวสารสถานการณ์น้ำ พื้นที่เสี่ยงภัย และข้อปฏิบัติตนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ผ่านทุกช่องทางสื่อ เพื่อลดความตระหนกและเพิ่มความร่วมมือในการรับมือภัยพิบัติ

5. ปลดล็อกงบประมาณและเยียวยาฉุกเฉิน

มอบหมายให้ ปภ. ประสานงานโดยตรงกับกรมบัญชีกลาง ในการดูแลเรื่อง เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน หากจังหวัดใดติดขัดข้อกฎหมายหรือขั้นตอนการเบิกจ่าย ให้จัดตั้งช่องทางพิเศษเพื่อประสานงานและเร่งแก้ไขปัญหาทันที เพื่อให้เงินช่วยเหลือและสิ่งของบรรเทาทุกข์ถึงมือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด

ผนึกกำลังดูแลกลุ่มเปราะบาง จัดเตรียมศูนย์พักพิงและสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร

นอกจากมาตรการทางเทคนิคและการบริหารจัดการน้ำแล้ว ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาวะและวิถีชีวิตของประชาชนในยามวิกฤต โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ อย่างครบถ้วน

  • การดูแลกลุ่มเปราะบาง จัดทำบัญชีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และผู้พิการในพื้นที่เสี่ยง เพื่อวางแผนอพยพเป็นลำดับแรก
  • ระบบสาธารณูปโภค ประสานการไฟฟ้าและการประปาในพื้นที่ ดูแลเสาไฟฟ้า สายไฟ และระบบน้ำประปา ไม่ให้ตัดขัดหรือเกิดอันตรายกระแสไฟฟ้ารั่วในช่วงน้ำท่วม
  • สิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์พักพิง จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวที่มีมาตรฐาน สะอาด และปลอดภัย พร้อมจัดสรรอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค ถุงยังชีพ และทีมแพทย์พยาบาลประจำจุด เพื่อรองรับผู้ประสบภัยอย่างเพียงพอ

ปภ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ พร้อมขับเคลื่อนภารกิจเต็มกำลัง

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ รับลูกข้อสั่งการพร้อมบูรณาการร่วมกับ กทม. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ในการขับเคลื่อนแผนงานทั้งหมดอย่างเป็นรูปธรรม

ปภ. จะเร่งดำเนินการประสานข้อมูลการระบายน้ำ การจัดทำและปรับปรุงข้อมูลแผนที่ Risk Map ให้เป็นปัจจุบัน ตลอดจนการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบต่างๆ เพื่อให้การเข้าช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคกลางเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีเอกภาพ และยึดความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด

จับตา! เจ้าพระยาสูงขึ้น สั่งผู้ว่าฯ ภาคกลาง เตรียมพร้อม 24 ชม.