เตือนเฝ้าระวังระดับน้ำยกตัวสูงขึ้นอย่างใกล้ชิด กรมชลประทาน ประกาศปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาพุ่งแตะ 1,850 ลบ.ม./วินาที เริ่มวันนี้ 26 ก.ย.69
เตรียมรับมือมวลน้ำเหนือ! กรมชลประทาน ประกาศปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาพุ่งแตะ 1,850 ลบ.ม./วินาที เริ่มวันนี้ 26 ก.ย.69 เป็นต้นไป หลังมวลน้ำจากนครสวรรค์และแม่น้ำสะแกกรังไหลสมทบไม่หยุด ดันระดับน้ำเหนือเขื่อนแตะ +16.87 ม.รทก. เตือนประชาชนพื้นที่ริมน้ำตลิ่งต่ำ เฝ้าระวังระดับน้ำยกตัวสูงขึ้นอย่างใกล้ชิด
ปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จาก 1,750 ไปเป็น 1,850 ลบ.ม./วินาที
กรมชลประทาน แจ้งปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 00.00 น. วันที่ 26 กันยายน 2569 จะทยอยเพิ่มการระบายน้ำจาก 1,750 ไปเป็น 1,850 ลบ.ม./วินาที
โดยจะทยอยเพิ่มประมาณ 20 ลบ.ม./วินาทีต่อชั่วโมง จนถึงอัตรา 1,850 ลบ.ม./วินาที ในเวลาประมาณ 05.00 น. วันที่ 26 กันยายน 2569 จากนั้นจะคงการระบายน้ำต่อเนื่อง
ผ่าตัวเลขมวลน้ำเหนือ ทำไมกรมชลประทานต้องกดปุ่ม "เพิ่มการระบาย"?
การปรับเพิ่มการระบายน้ำครั้งนี้ เป็นแผนการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อสร้างพื้นที่รองรับมวลน้ำท่าและฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ตอนบนของประเทศ จากรายงานสถานการณ์น้ำของกรมชลประทาน ณ วันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 20.00 น. พบสัญญาณมวลน้ำไหลเข้าสู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง
- สถานี C.2 อ.เมือง นครสวรรค์: มีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงถึง 1,816 ลูกบาศก์เมตร/วินาที
- สถานี Ct.19 แม่น้ำสะแกกรัง อ.เมือง อุทัยธานี: มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 120 ลูกบาศก์เมตร/วินาที
- มวลน้ำ Sideflow (น้ำหลากข้างเคียง): ยังคงไหลเข้าสมทบเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายกตัวขึ้นไปแตะระดับ +16.87 เมตร รทก. (ระดับน้ำทะเลปานกลาง)
ความจำเป็นในการบริหารจัดการน้ำสอดรับกับปริมาณน้ำจริง ทำให้ต้องเร่งระบายน้ำออกเพื่อรักษาเสถียรภาพของตัวเขื่อน และป้องกันไม่ให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนเหนือเขื่อน
ขอให้ประชาชนและทุกภาคส่วนติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำฝนและน้ำท่า รวมถึงเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา





